หอค้าชี้ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็น อุตฯ ยุคใหม่ต้องมี แต่ต้องสกัดผลกระทบ ปชช. นักวิชาการเผยดัน ศก.โต 0.6 % ต่อปี
เมื่อวันที่ 5 กันยายน นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการลงทุนในธุรกิจศูนย์ข้อมูล(Data Center) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจอย่างมากในประเทศไทยว่า มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความจำเป็นต่อเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้ามาของอุตสาหกรรมดังกล่าวได้ เนื่องจากปัจจุบันทุกประเทศทั่วโลกมีความจำเป็นต้องใช้ ดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจและการดำเนินชีวิตมากขึ้น เพราะ AI จำเป็นต้องอาศัยโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและดาต้าเซ็นเตอร์ ในการประมวลผลและให้บริการ ดังนั้น ประเด็นสำคัญ คือการพิจารณาว่า เมื่อมีการลงทุนแล้ว ประเทศไทยจะมีกฎเกณฑ์และกฎระเบียบเข้ามากำกับดูแลอย่างไร เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันต้องควบคุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม
“ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของโลกที่มีความจำเป็น ทุกประเทศในโลกก็ต้องใช้ดาต้าเซ็นเตอร์ ตอนนี้ทุกคนหนีไม่พ้นที่จะต้องใช้ AI และ AI ก็ต้องมีพื้นฐานมาจาก ดาต้าเซ็นเตอร์โลกคงหนีเรื่องนี้ไม่พ้น อยู่ที่ว่าประเทศไหนจะมีกฎเกณฑ์และกฎระเบียบมาดูแลอย่างไร” นายวิศิษฐ์กล่าว
นายวิศิษฐ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ การกำกับดูแล ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องพิจารณาให้รอบด้าน ทั้งเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากร และผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน เพื่อให้การลงทุนสามารถเดินหน้าได้โดยไม่สร้างผลกระทบในระยะยาว
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ให้ความเห็นถึงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ว่า การกำหนดแผนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่คู่ขนาน กับการมีดาต้าเซ็นเตอร์ และ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการเพื่อรองรับอนาคตของประเทศ หากดาต้าเซ็นเตอร์คือ ความจำเป็น ที่จะต้องรองรับเศรษฐกิจภายในประเทศและภูมิภาค AEC หรือในระดับ ASEAN
นายอัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยถึงการวิเคราะห์ “ดาต้าเซ็นเตอร์: ลงทุนแห่งอนาคต หรือภาระของประชาชน”ไว้ว่า FDI ดาต้าเซ็นเตอร์ในไทย พุ่ง 611% มูลค่า 8 แสนล้านบาท สูงสุดในรอบ 3 ปี มูลค่าการลงทุนต่างชาติ (FDI) ระหว่างปี 2566 – 2569 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 5.5 แสนล้านบาท เพิ่มเป็น 7.2 แสนล้านบาท และเป็น 1.14 ล้านล้านบาท ตามลำดับ ในขณะที่ 6 เดือนแรกของปี 2569 มูลค่า FDI ใกล้เคียงกับปี 2568 คาดว่าทั้งปี 2569 มูลค่า FDI ในไทยมากกว่า 1.14 ล้านล้านบาท ก่อนปี 2568 FDI ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกิน 1 แสนล้านบาท คือ การลงทุนในเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามด้วย เครื่องจักรและยานยนต์ ในขณะที่ FDI อื่นๆ ส่วนใหญ่มีมูลค่าไม่เกิน 1 แสนล้าน
ทั้งนี้ช่วยดัน GDP เพิ่ม 0.6% ต่อปี โดยใน 6 เดือนแรกของปี 2569 FDI ในอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 8.3 แสนล้านบาทคิดเป็น 4.4% ของ GDP ไทย ผลกระทบทางเศรษฐกิจเมื่อมีการลงทุน 8.3 แสนล้านบาท ทำให้อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเท่าไร จากงานวิจัยเชิงประจักษ์สำหรับประเทศไทยในช่วงปี 1991–2020 พบว่า FDI ขาเข้าเพิ่มขึ้น 1% มีความสัมพันธ์กับ GDP จริงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 0.15% โดยกำหนดให้ปัจจัยเศรษฐกิจอื่นคงที่ ผลการคำนวณผลกระทบทางเศรษฐกิจ GDP ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 0.6% เมื่อรวมทั้ง 3 ปี ทำให้ GDP เพิ่มรวม 1.7%
อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอแนะ 9 ข้อ คือ ห้ามแย่งไฟฟ้าจากประชาชน ก่อนอนุมัติโครงการ ,ต้องใช้พลังงานหมุนเวียนที่จัดตั้งใหม่ ,ห้ามแย่งน้ำจากครัวเรือนและเกษตรกร ,ต้องเปิดเผยข้อมูลการใช้ทรัพยากรรายโครงการ ,ต้องจัดทำ EIA ตามผลกระทบจริง ไม่ใช่ดูเฉพาะพื้นที่อาคาร ,ต้องกำหนดเขตและระยะห่างจากชุมชน ,จัดตั้งกองทุนชุมชนจากรายได้ของดาต้าเซ็นเตอร์ ,ต้องให้สิทธิชุมชนมีส่วนร่วมก่อนอนุมัติ และทบทวนสิทธิประโยชน์ BOI ตามผลประโยชน์สุทธิ



