สคร. ลุยควบรวม-ลดบทบาท 8 รัฐวิสาหกิจ ชูโมเดลการบินไทย ชี้ศึกษารายกรณี
นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายและรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.อยู่ระหว่างศึกษาแผนฟื้นฟูและทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินงาน ทั้งการควบรวมกิจการ การลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ โดยขณะนี้มีรัฐวิสาหกิจประมาณ 8-9 แห่งอยู่ในกระบวนการพิจารณา ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ได้เริ่มพิจารณาแนวทางดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2567 และเมื่อเดือนที่ผ่านมาได้มีมติย้ำแนวทางการดำเนินการสำหรับรัฐวิสาหกิจ 3 แห่ง โดยล่าสุด สคร.ได้ทยอยนำเสนอความคืบหน้าของรัฐวิสาหกิจทั้ง 3 แห่งเข้าสู่การพิจารณาของ คนร.แล้ว อย่างไรก็ตาม แนวทางการควบรวมรัฐวิสาหกิจหรือการลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐ การดำเนินการจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงเจ้าสังกัดด้วย ดังนั้น คนร.จึงมอบหมายให้ สคร.หารือร่วมกับกระทรวงเจ้าสังกัด เพื่อให้แนวทางการดำเนินการมีความชัดเจนและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมมาก ขึ้น ทั้งนี้ สคร.จะมีการทยอยพิจารณาอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมนำเสนอความคืบหน้าในการประชุม คนร. เพิ่มเติมช่วงปลายเดือนกันยายนนี้
”ประมาณ 8 รัฐวิสาหกิจ ที่อยู่ระหว่างการศึกษาควบรวมหรือลดสัดส่วน โดยให้กระทรวงต้นสังกัดช่วยพิจารณาว่ารัฐวิสาหกิจนั่นควรจะปรับตัวอะไรบ้าง ซึ่งก่อนหน้าเคยนำเข้า คนร. ไปแล้วบ้าง เมื่อเดือนที่แล้วมีการประชุมเพื่อพิจารณาแนวทางดังกล่าวของ 3-4 รัฐวิสาหกิจ ซึ่งการประชุม คนร.ครั้งต่อไป จะมีในช่วงประมาณปลายเดือนกันยายน“ นายธิบดีกล่าว
นายธิบดี กล่าวว่า สคร. ยอมรับว่าการใช้แนวทางลดสัดส่วนการถือหุ้นรัฐให้ต่ำกว่า 50% ขณะนี้อยู่ที่ 38.9 % ซึ่งใช้กับการบินไทยนั้น ได้ผลเป็นอย่างดี ทำให้การบริหารและการจัดการมีความคล่องตัวอย่างขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้การบินไทยมีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งปัจจุบันมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (Market Cap) ของการบินไทยสามารถฟื้นตัวกลับมามากกว่าระดับ 1.2 แสนล้านบาทแล้ว และในสัดส่วนรัฐมีมูลค่าถือครองมากกว่าระดับ 5 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม แนวคิดดังกล่าวอาจใช้ไม่ได้กับรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่ง จึงต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบ อาทิ กรณี แผนฟื้นฟูขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ที่ปัจจุบันมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเช่ารถโดยสารไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,520 คันได้เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะได้รับรถล็อตแรกประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า การปรับเปลี่ยนมาเช่ารถ EV ในวงเงินประมาณคันละ 10 ล้านบาทต่อสัญญา 7 ปีนี้ จะช่วยแก้ปัญหาต้นทุนหลักของ ขสมก. ได้โดยตรง เนื่องจากจะทำให้ค่าเชื้อเพลิงและค่าซ่อมบำรุงที่เคยกินสัดส่วนถึง 45% ของต้นทุนทั้งหมดลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ขสมก. ยังจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อทำกำไรให้มากขึ้น โดยจะต้องหารือกับกระทรวงคมนาคมเพื่อปรับปรุงเส้นทางเดินรถ (Reroute) ไม่ให้วิ่งทับซ้อนกับแนวรถไฟฟ้า และเน้นทำหน้าที่เป็นระบบฟีดเดอร์ (Feeder) เชื่อมต่อผู้โดยสารเข้าสู่ระบบรางแทน รวมทั้งต้องแยกบัญชีให้ชัดเจนระหว่างการเดินรถเชิงสังคมที่ไม่หวังผลกำไร และการเดินรถเชิงพาณิชย์ที่จะต้องเน้นความเป็นมืออาชีพและบริหารต้นทุนให้สามารถแข่งขันกับเอกชนได้
นายธิบดี กล่าวว่า ส่วนการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีผลขาดทุนสะสมค่อนข้างสูงนั้น ซึ่ง คนร. ได้ให้แนวทางเร่งด่วนว่า นอกจากการนำที่ดินที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมาใช้ประโยชน์และพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อสร้างรายได้แล้ว รฟท. ควรเดินหน้าเปิดเสรีการเดินรถ (Open Access) โดยเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเช่าใช้รางเพื่อเดินรถ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานโครงข่ายรางให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุดตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดจนต้องหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายอย่างเป็นรูปธรรม โดยล่าสุด แผนฟื้นฟู 7 ข้อที่ รฟท. นำเสนอเข้ามา ทางคณะกรรมการได้พิจารณาส่งกลับไปให้ทบทวนใหม่ เนื่องจากยังมีรายละเอียดที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะการขาดตัวเลขเป้าหมายทางการเงิน ทั้งในส่วนของรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นและงบประมาณที่ต้องใช้ ขณะที่ บมจ. อสมท ถือเป็นอีกหนึ่งรัฐวิสาหกิจที่มีโจทย์การฟื้นฟูที่ท้าทายมากในปัจจุบัน เนื่องจากอุตสาหกรรมสื่อโทรทัศน์มีการแข่งขันที่รุนแรง และไม่ใช่ทุกช่องที่จะสามารถทำกำไรได้ ทั้งนี้ ภาพรวมสถานะของรัฐวิสาหกิจในปัจจุบันว่า จากจำนวนรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 52 แห่ง ปัจจุบันมีประมาณ 37 แห่งที่สามารถทำผลกำไรได้ โดยภาพรวมการจัดเก็บและการนำส่งรายได้แผ่นดินในปีนี้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดีเยี่ยม โดยสามารถนำส่งรายได้ทะลุเป้าหมาย 180,000 ล้านบาท ไปแตะระดับกว่า 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นการจัดเก็บรายได้ที่สูงกว่าเป้าหมายถึง 11%

