พณ.รุกล้าง-สกัดบริษัทนอมินี ถือครองที่ดิน-อาคารชุด ชี้แจงเกณฑ์ปล่อยบัญชีแนบท้าย พรบ.ต่างด้าว
เมื่อวันที่ 7 กันยายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะผู้บริหารทั้ง 2 หน่วยงาน ได้ประชุมยกระดับการปราบปรามนอมินี
โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมการปกครอง และกรมที่ดิน ได้ร่วมกันอัพเดทข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และมีมาตรการเข้มเพิ่มเติม เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทนอมินีถือครองที่ดิน รวมถึงมีการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเพื่อให้การตรวจสอบนอมินีมีความรัดกุมมากขึ้น เป้าหมายเพื่อปิดช่องว่างการใช้นอมินีในการประกอบธุรกิจและการถือครองที่ดินของไทย หลังการประชุมได้มีการทำเอกสารสรุปการประชุมและจัดส่งไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้แต่ละหน่วยงานได้ขยายผล มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และส่งเสริมการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย
ถือเป็นเรื่องรุกในการสกัดนอมินีและลดปัญหาสะสมจากการลงทุนของต่างชาติในช่วงกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นผลดี 2 ส่วนคือ ลดปัญหานอมินี และสร้างความมั่นใจของการลงทุนใหม่ๆที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัฐต่อการดึงลงทุนจากต่างชาติ
สำหรับหน่วยงานที่จัดส่งข้อมูล อาทิ กระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมที่ดิน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เป็นต้น
ทั้งนี้ ข้อมูลการ ถือครองอสังหาริมทรัพย์และอาคารชุดโดยนิติบุคคลจากกรมที่ดิน จำนวน 144,706 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 กันยายน 2569) ซึ่งจากการตรวจสอบเป็นนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้ การกำกับดูแลของกรมจำนวน 125,622 ราย แบ่งเป็น 1. ถือครองอสังหาริมทรัพย์ (โฉนดที่ดิน) 123,542 ราย ถือครองโฉนดที่ดินรวม 1,269,326 แปลง เนื้อที่รวม 4,504,926.88 ไร่ แบ่งเป็น
1.1 นิติบุคคลไทย 100% ถือครองโฉนดที่ดิน 87,265 ราย (70.64%) ถือครองโฉนดที่ดินรวม 963,488 แปลง (75.90%) เนื้อที่รวม 3,440,661.50 ไร่ (76.38%)
1.2 นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองโฉนดที่ดิน 36,277 ราย (29.36%) ถือครองโฉนดที่ดินรวม 305,838 แปลง (24.10%) เนื้อที่รวม 1,064,265.38 ไร่ (23.62%)
แบ่งเป็น 1. นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 31,516 ราย (86.88%) ถือครองโฉนดที่ดิน 287,176 แปลง เนื้อที่รวม 901,596.92 ไร่ / 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ 1) กรุงเทพมหานคร 36,047 แปลง 29,518.43 ไร่ 2) ชลบุรี 29,214 แปลง 95,846.83 ไร่ 3) สมุทรปราการ 25,029 แปลง 35,649.62 ไร่ 4) ปทุมธานี 24,876 แปลง 24,441.04 ไร่ และ 5) นนทบุรี 19,874 แปลง 12,563.45 ไร่ รวม 5 จังหวัดที่มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 135,040 แปลง (47.02%) 198,019.37 ไร่ (21.96%)

และ 2.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 1,311 ราย (3.61%) ถือครองโฉนดที่ดิน 8,633 แปลง เนื้อที่รวม 59,077.06 ไร่ / 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ 1) ชลบุรี 1,047 แปลง 10,031.89 ไร่ 2) ระยอง 989 แปลง 13,309.09 ไร่ 3) กรุงเทพมหานคร 954 แปลง 1,623.90 ไร่ 4) สมุทรปราการ 949 แปลง 3,782.81 ไร่ และ 5) ฉะเชิงเทรา 456 แปลง 6,180.61 ไร่ รวม 5 จังหวัดที่มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 4,395 แปลง (50.90%) 34,928.30 ไร่ (59.12%)

3.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 3,450 ราย (9.51%) ถือครองโฉนดที่ดิน 10,029 แปลง เนื้อที่รวม 103,591.40 ไร่ 5 จังหวัดที่ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) มากที่สุด คือ 1) ชลบุรี 2,580 แปลง 29,276.61 ไร่ 2) ระยอง 2,006 แปลง 32,078.62 ไร่ 3) สมุทรปราการ 790 แปลง 3,898.50 ไร่ 4) พระนครศรีอยุธยา 553 แปลง 5,445.00 ไร่ และ 5) ปราจีนบุรี 534 แปลง 8,426.81 ไร่ รวม 5 จังหวัดที่มีนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% ถือครองโฉนดที่ดิน (แปลง) จำนวน 6,463 แปลง (64.44%) 79,125.54 ไร่ (76.38%) หมายเหตุ ประเทศไทยมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 513,729.83 ตารางกิโลเมตร คิดเป็น 321,081,144 ไร่

2. ถือครองอาคารชุด (คอนโด) 14,878 ราย ถือครองจำนวนรวม 244,115 ห้อง เนื้อที่รวม 13,153,690.14 ตารางเมตร แบ่งเป็น
1. นิติบุคคลไทย 100% ถือครองอาคารชุด (คอนโด) 7,796 ราย (52.40%) ถือครองจำนวนรวม 167,275 ห้อง (68.52%) เนื้อที่รวม 9,050,575.26 ตารางเมตร (68.81%)
และ 2.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน ถือครองอาคารชุด (คอนโด) 7,082 ราย (47.6%) ถือครองจำนวนรวม 76,840 ห้อง (31.48%) เนื้อที่รวม 4,103,114.88 ตารางเมตร (31.19%) แบ่งเป็น 1.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 0.01% – 49.00% จำนวน 6,566 ราย (92.71%) ถือครองจำนวนรวม 73,786 ห้อง เนื้อที่รวม 3,893,936.71 ตารางเมตร 2.นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 49.01% – 99.99% จำนวน 248 ราย (3.50%) ถือครองจำนวนรวม 1,875 ห้อง เนื้อที่รวม 110,405.08 ตารางเมตร 3. นิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติลงทุน 100% จำนวน 268 ราย (3.79%) ถือครองจำนวนรวม 1,179 ห้อง เนื้อที่รวม 98,773.09 ตารางเมตร
นายพูนพงษ์ กล่าวว่า กรมขอชี้แจง การออกกฎกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งมีการเผยแพร่เฟคนิวส์ว่า 7 ธุรกิจบริการที่คนต่างด้าวไม่ต้องขออนุญาต (โรงแรม, นำเที่ยว, ร้านอาหาร, ขายของที่ระลึก, บริการด้านกีฬา, โรงเรียนสอนภาษา และธุรกิจบริการอื่นที่กำหนด) นั้นไม่เป็นความจริง
โดยข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คือ กฎกระทรวงกระทรวงกำหนดธุรกิจบริการที่ไม่ต้องขออนุญาตในการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ประกอบด้วย 8 ธุรกิจ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
กลุ่มที่ 1 มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแล 1. ธุรกิจบริการโทรคมนาคม สำหรับใบอนุญาตที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีโครงข่ายโทรคมนาคมเป็นของตนเอง กำกับดูแลโดย สำนักงาน กสทช. ซึ่ง กสทช. มีการออกใบอนุญาตประเภทนี้ไปแล้ว 525 ราย ในจำนวนนี้เป็นธุรกิจต่างด้าว 171 ราย 2.ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน กำกับดูแลโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่ง ธปท. ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการแข่งขันกันกับคนไทย ด้วยเหตุผลว่ากิจการนี้ต้องให้บริการกับบริษัทที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันเท่านั้น 3.ธุรกิจการให้กู้ยืมเงิน ที่มีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. 4.ธุรกิจการให้บริการเป็นตัวแทนผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือ ผู้จัดการเงินทุน สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สินค้าหรือตัวแปรอ้างอิงไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติสัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ.2546 กำกับดูแลโดย สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งทั้ง 1.3 และ1.4 กลต. แจ้งว่าผู้ประกอบการไทยมีความพร้อมในการแข่งขัน

กลุ่มที่ 2 การให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือในกลุ่ม ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการบริหารจัดการด้านงานธุรการ ด้านทรัพยากรบุคคล ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ระหว่างนิติบุคคลซึ่งมีความสัมพันธ์แบบในเครือในกลุ่ม 2. ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม
กลุ่มที่ 3 ธุรกิจจำกัดขอบเขตบริการ/บริการเฉพาะกลุ่ม ได้แก่ 1. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการให้บริการทางการเงิน เครื่องจำหน่ายสินค้าหรือบริการอัตโนมัติ เพื่อให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พนักงานบนริษัท 2. ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม ซึ่งกระทรวงพลังงาน สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เห็นด้วยในการถอดรหัสธุรกิจออกจากบัญชีท้าย เนื่องจากเป็นการเพิ่มผู้ให้บริการและเป็นบริการที่ใช้เทคโนโลยีและเงินลงทุนสูง โดยเฉพาะการขุดเจาะนอกชายฝั่ง ซึ่งไม่มีผู้ประกอบการไทยให้บริการ
ทั้งนี้ ภายหลังบังคับใช้คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2569 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 ทำให้การจดทะบียนจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินี (ต่างด้าวถือหุ้น 0.01 – 49.99%) ของเดือนสิงหาคม 2569 ลดลงเหลือ 163 ราย ซึ่งเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งมีจำนวน 894 ราย ลดลงถึงร้อยละ 81.77% และใน จำนวน 163 ราย ตรวจสอบแล้วคาดว่ามีการร่วมทุนกันระหว่างชาวไทยกับชาวต่างชาติจริง 100 ราย อีก 63 ราย อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ซึ่งได้ให้ผู้ขอจดทะเบียนชี้แจงข้อเท็จจริงต่อไป


