ETDA ชี้ผู้ลงโฆษณาออนไลน์ ต้องยืนยันตัวตน ย้ำเสียหายร่วมรับผิด ตาม พ.ร.ก.บัญชีม้า
นายชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ETDA เปิดเผยถึงกรณีมาตรการที่กำหนดให้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต้องยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณา ว่า คนลงโฆษณาจะต้องผ่านกลไกการยืนยันตัวตนของแพลตฟอร์ม ซึ่งแพลตฟอร์มจะเรียกเอกสารเพื่อยืนยันว่าเป็นตัวจริง ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นหน้าที่ของแพลตฟอร์มที่จะเรียกเอกสารดังกล่าว ส่วนกรณีที่ไม่ได้ดำเนินการ ต้องเรียนว่ามาตรการดังกล่าว ไม่ได้ออกภายใต้ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และไม่ได้ออกภายใต้ พ.ร.บ.แพลตฟอร์มดิจิทัล แต่ออกภายใต้ พ.ร.ก. ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (พ.ร.ก.บัญชีม้า)
“วิธีคิดก็คือว่า ถ้าเกิดมีปัญหา มีความเสียหาย ผู้ลงโฆษณาต้องร่วมรับผิดชอบ” นายชัยชนะกล่าว
นายชัยชนะ กล่าวว่า ทั้งนี้ หากมีการต่อสู้เรื่องความรับผิดชอบ ก็ต้องเป็นการฟ้องศาล เหมือนธนาคารหรือผู้ให้บริการโทรคมนาคม คือผู้ให้บริการต้องมีกระบวนการยืนยันตัวตนและสามารถติดตามตัวผู้ใช้บริการได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประกาศคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง มาตรการเพื่อป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สำหรับผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ (ฉบับที่ 2) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 และกำหนดให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับแต่วันประกาศ เป็นต้นไป หรือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 โดยกรณีที่มีโฆษณาเผยแพร่ในประเทศไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และผู้ให้บริการได้รับค่าบริการไม่ว่าจะจากผู้กระทำการโฆษณาหรือบุคคลอื่น ต้องจัดให้มีการพิสูจน์ตัวตนผู้กระทำการโฆษณาทุกครั้งก่อนการประกาศโฆษณา เว้นแต่ได้พิสูจน์ตัวตนไว้ก่อนแล้วไม่เกิน 1 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ การพิสูจน์ตัวตนทำได้ 2 วิธี ได้แก่ 1. ตรวจสอบหลักฐานแสดงตนและความเชื่อมโยงของผู้กระทำการโฆษณากับหลักฐานแสดงตน อาทิ การเปรียบเทียบภาพใบหน้ากับภาพจากหลักฐานแสดงตน ซึ่งหลักฐานต้องออกโดยหน่วยงานของรัฐและสามารถตรวจสอบกับแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ และ 2. พิสูจน์ตัวตนผ่านระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่มีระดับความน่าเชื่อถือไม่ต่ำกว่าที่คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ประกาศกำหนด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ผู้ให้บริการต้องจัดเก็บข้อมูลผู้กระทำการโฆษณาเท่าที่จำเป็น เพื่อให้สามารถระบุตัวได้ตั้งแต่เริ่มกระทำการโฆษณา และเก็บรักษาไม่น้อยกว่า 90 วันนับตั้งแต่สิ้นสุดการใช้บริการโฆษณา ประกอบด้วยชื่อบุคคลหรือนิติบุคคลและผู้ดำเนินการแทนนิติบุคคล หลักฐานแสดงตนหรือหลักฐานแสดงความเป็นนิติบุคคล อาทิ บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง หนังสือรับรองนิติบุคคล และข้อมูลการติดต่อ อาทิ ที่อยู่และหมายเลขโทรศัพท์ หากมีการชำระค่าโฆษณาโดยบุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้กระทำการโฆษณา ผู้ให้บริการสื่อสังคมออนไลน์ต้องจัดเก็บข้อมูลของผู้ชำระค่าโฆษณาด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ เรื่อง ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พบว่า ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่าความเสียหายจากการถูกหลอกลวงออนไลน์กว่า 7,000 ล้านบาท เฉลี่ยวันละ 62 ล้านบาท หรือกว่า 2.7 ล้านบาทต่อชั่วโมง โดยเฟซบุ๊กเป็นแพลตฟอร์มที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดกว่า 50,000 คดี ซึ่งเป็นโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภคและโฆษณาผิดกฎหมาย อาทิ การหลอกลงทุน การแอบอ้างบุคคลสำคัญและดารา ขายสินค้าปลอม สินค้าไม่ผ่านมาตรฐาน หรือการใช้เฟซบุ๊กปลอม หลอกขายสินค้า ไปจนถึงเว็บพนันออนไลน์

