หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘สิทธิกร’ดันบ...

‘สิทธิกร’ดันบสย.ช่วยกลุ่มเปราะบางส่งท้ายปี เร่งคลอดแผน’70 แก้หนี้-ฟื้นฟูธุรกิจ

9.09.26 | 12:26 น.

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ถือเป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักที่ให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผ่านภารกิจค้ำประกันสินเชื่อ


ภายใต้การบริหารของ ดร.สิทธิกร ดิเรกสุนทร กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย.

ผลการดำเนินงานรอบ 8 เดือน (ณ 31 สิงหาคม 2569) พบว่า มียอดค้ำประกันสินเชื่อรวม 50,960 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 95% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ช่วยพยุงสินเชื่อ SMEs ที่หดตัวต่อเนื่องมากว่า 16 ไตรมาส เกิดสินเชื่อในระบบสถาบันการเงิน 57,806 ล้านบาท ช่วยให้ SMEs ได้รับสินเชื่อ 54,629 ราย สามารถรักษาการจ้างงานไว้ได้ 387,847 ตำแหน่ง และสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รวม 251,232 ล้านบาท

ยอดอนุมัติจำแนกตามโครงการ แบ่งเป็น โครงการ Credit Plus: วงเงิน 20,000 ล้านบาท มียอดอนุมัติ 2,118 ล้านบาท นำระบบ Risk-Based Pricing (RBP) และ TCG Score มาใช้ร่วมกันในการบริหารความเสี่ยง, โครงการ SMEs Quick LG: วงเงิน 5,000 ล้านบาท มียอดอนุมัติ 3,667 ล้านบาท เป็นโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการที่ต้องการวงเงินหนังสือค้ำประกัน (Bank Guarantee), โครงการ “กระบะพี่ มีคลังค้ำ” (สินเชื่อเช่าซื้อรถกระบะ): วงเงิน 5,000 ล้านบาท มียอดอนุมัติ 2,926 ล้านบาท และมาตรการ SMEs Credit Boost: ธนาคารพาณิชย์มียอดอนุมัติสินเชื่อผ่านโครงการนี้แล้วถึง 63,959 ล้านบาท

Advertisement

มาตรการช่วยเหลือ “บสย. พร้อมช่วย” ณ 31 สิงหาคม 2569 ยังช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ถึง 4,239 ราย คิดเป็นมูลหนี้ 2,610 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้สามารถ “ปลดหนี้” ปิดบัญชีได้สำเร็จ 1,016 ราย มูลหนี้ 261 ล้านบาท หากนับสะสมตั้งแต่เริ่มมาตรการในปี 2563 ได้ช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วรวม 28,563 ราย คิดเป็นมูลหนี้สะสม 18,743 ล้านบาทเลยทีเดียว

⦁จับตาสุขภาพทางการเงิน SME ไทย

ดร.สิทธิกรประเมินภาพรวมความเสี่ยงและสุขภาพทางการเงินของ SME ไทยในช่วงท้ายของปีนี้ว่า ขณะนี้สุขภาพทางการเงินของ SME ไทยยังคงต้องจับตาเป็นพิเศษ สะท้อนจากข้อมูลของ บสย.ปัจจุบันพอร์ตค้ำประกันสินเชื่อรวมของ บสย.อยู่ที่ระดับเกือบ 500,000 ล้านบาท โดยพบว่าตัวเลขภาระค้ำประกันหนี้จัดชั้นด้อยคุณภาพ (NPG) ในส่วนของ บสย.มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงปี 2567-2568 และเริ่มทรงตัวในช่วงปี 2568-2569 ซึ่งสอดคล้องกับยอดหนี้ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ (SM) หรือหนี้ที่ค้างชำระระหว่าง 1-3 เดือนที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่แนวโน้มหนี้เสีย ข้อมูลล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า สัดส่วนสินเชื่อที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษของ SMEs ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงถึง 15.9% สอดคล้องกับสัดส่วนการค้ำประกันสินเชื่อจัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษของ บสย. (SM) ซึ่งอยู่ที่ 13.9% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ายังมีลูกหนี้จำนวนมากที่เสี่ยงจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคตอันใกล้

⦁มาตรการรัฐลดหนี้เสีย-ปลุกศก.

อย่างไรก็ตาม บสย.มองว่าตัวเลขความเสี่ยงดังกล่าวน่าจะผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ได้ออกมาตรการเร่งแก้หนี้ให้กับลูกหนี้ปัจจุบัน และเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐ เช่น โครงการ “ปิดหนี้ไวไปต่อได้” ที่ช่วยลดสัดส่วนหนี้เสีย และโครงการ SMEs Credit Boost ซึ่ง บสย.ร่วมกับ ธปท.เพื่อช่วยพยุงสินเชื่อในระบบให้ฟื้นตัว

ปัจจัยบวกสำคัญมาจากเม็ดเงินกู้ส่วนแรก 200,000 ล้านบาท ในโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” ที่อัดฉีดเข้าสู่ธุรกิจ SMEs ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันเหลือวงเงินประมาณ 40,000 ล้านบาท ที่จากนี้ทางรัฐบาลจะนำไปใช้กระตุ้นเศรษฐกิจในโครงการอื่นๆ ต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินจากเงินกู้ 2 แสนล้านบาท ที่ใส่เข้ามาในระบบเศรษฐกิจ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยและเศรษฐกิจฐานรากกลับมาเติบโตได้อย่างมั่นคง และจะส่งผลให้ธุรกิจ SMEs พลิกฟื้นเดินหน้าต่อได้ในปีหน้า

⦁ธุรกิจบริการ-อาหารโตเด่นปีหน้า

สำหรับอุตสาหกรรม SMEs ที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีในปีหน้า ในมุมมองของ บสย.สะท้อนจากประเภทธุรกิจที่ บสย.ค้ำประกัน โดยอันดับแรกคือ “การบริการ” ที่เชื่อมโยงกับธุรกิจท่องเที่ยว ประกอบด้วยธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ขนส่ง ฯลฯ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้หลักให้กับประเทศ เป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตในปีหน้า อีกอุตสาหกรรมคือ “อาหารและเครื่องดื่ม” เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศ ซึ่งมีหัวใจหลักคือ SMEs เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ นอกจากนี้ เชื่อว่ากลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ

สอดคล้องกับทิศทางและนโยบายของภาครัฐที่เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่งเสริมให้มีการจับจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่น “เป๋าตัง” รวมถึงให้ SMEs รายย่อย และร้านค้าในแอพพลิเคชั่น “ถุงเงิน” ใช้ AI “นกกระซิบ” เป็นตัวช่วยสนับสนุนการบริหารจัดการร้านค้า

⦁มั่นใจยอดค้ำประกันแตะเป้า7หมื่นล.

ดร.สิทธิกรยังระบุว่า เป้าหมายค้ำประกันสินเชื่อของ บสย.ในปีนี้ตั้งไว้ที่ 70,000 ล้านบาท มั่นใจว่าจะสามารถทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 มียอดค้ำประกันสินเชื่อแล้ว 50,960 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นถึง 95% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ประเภทธุรกิจที่ได้รับการค้ำประกันสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ 1.ภาคการบริการ (36.4%) 2.อาหารและเครื่องดื่ม (9.2%) และ 3.การผลิตสินค้าและการค้าอื่นๆ (8.6%) ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้มีสัดส่วนรวมกันถึง 54% ของยอดค้ำประกันทั้งหมด สะท้อนถึงการสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์หลักของประเทศ

สำหรับเป้าหมายยอดค้ำประกันและกลุ่มผู้ประกอบการเป้าหมายที่ บสย.จะเข้าไปให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษในปีหน้า ขณะนี้ บสย.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ และจะมีการสรุปความชัดเจนเพื่อประกาศให้ทราบอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

⦁ปลายปีดันโครงการใหม่ช่วยกลุ่มเปราะบาง

ดร.สิทธิกรให้ข้อมูลถึงมาตรการใหม่ที่เตรียมดำเนินการปลายปีนี้และปี 2570 ว่า บสย.มีโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่ดำเนินการเอง คือโครงการค้ำประกันสินเชื่อ “เครดิตพลัส” (Credit Plus) วงเงิน 20,000 ล้านบาท (สิ้นสุดรับคำขอ 30 ธันวาคม 2570) โดยมียอดอนุมัติสินเชื่อแล้ว 2,118 ล้านบาท (ข้อมูล 31 สิงหาคม 2569) โครงการนี้มีวงเงินค้ำประกันต่อรายเริ่มต้นตั้งแต่ 10,000 บาท ไปจนถึงสูงสุด 100 ล้านบาท จึงสามารถครอบคลุมตั้งแต่กลุ่มรายย่อย (Micro SMEs) ไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ที่ต้องการต่อยอด
ธุรกิจ

สำหรับมาตรการใหม่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี บสย.ได้เตรียมขานรับนโยบายรัฐบาล ด้วยการเปิดตัวโครงการค้ำประกันสินเชื่อใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งช่วยเหลือ “กลุ่มเปราะบาง” โดยเฉพาะ ซึ่งได้แก่ กลุ่ม SMEs รายย่อยและผู้ประกอบอาชีพอิสระที่มีปัญหาในการเข้าถึงสินเชื่อสำหรับปีหน้า มีแผนการแก้หนี้และการฟื้นฟูธุรกิจเพื่อดูแลผู้ประกอบการ โดยจะมีการสรุปรายละเอียดความชัดเจนของมาตรการในช่วงปลายปีนี้เช่นเดียวกัน

⦁แนะทำบัญชีอย่างง่าย-เข้าระบบภาษี

ดร.สิทธิกรยังฝากคำแนะนำถึง SME ว่า ควรให้ความสำคัญกับการทำบัญชีอย่างง่าย เพราะปัญหาหลักของ SMEs คือการไม่ค่อยทำบัญชี ไม่จำเป็นต้องเป็นบัญชีมาตรฐานแบบบริษัทใหญ่ เพียงแค่จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าวัตถุดิบ และค่าจ้างในแต่ละเดือน เพื่อให้ทราบ “ต้นทุนที่แท้จริง” ของธุรกิจ หากไม่รู้ต้นทุนอาจทำให้ตั้งราคาผิด หรือขยายธุรกิจผิดจังหวะ ที่สำคัญการทำบัญชีจะใช้เป็นหลักฐานที่ช่วยให้ขอสินเชื่อกับธนาคารได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ควรเข้าระบบภาษี หลายคนกลัวการเข้าระบบภาษีเพราะกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายและภาระเอกสาร แต่การอยู่นอกระบบจะส่งผลเสียระยะยาว เพราะเมื่อไม่มีหลักฐานรายได้ที่ธนาคารยอมรับ ต่อให้ธุรกิจขายดีแค่ไหน เวลายื่นกู้ก็จะไม่มีหลักฐานรับรอง ทำให้การได้รับอนุมัติสินเชื่อเป็นไปได้ยากมาก

ดังนั้น การทำบัญชีและการเข้าสู่ระบบภาษีจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ธนาคารใช้พิจารณาว่าจะปล่อยกู้ให้หรือไม่