ททท.เปิดแคมเปญดันไทยสู่ปลายทางการท่องเที่ยวเชิงแฟชั่น หวังปั้นเงินสะพัด 100 ล้านบาท
น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ททท.ได้เปิดตัวโครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-20 กันยายน ที่ลานริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เพื่อยกระดับทุนทางวัฒนธรรมของไทยสู่แฟชั่นร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนผู้ผลิตผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “THAI T’REASURES” หรือของดีประเทศไทย สู่ภาพลักษณ์ใหม่ของแฟชั่นไทยเท่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ สวมใส่ได้จริง และต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยว พร้อมนำเสนอเสน่ห์ไทยสู่เวทีโลก โดย ททท.คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ประเทศไม่น้อยกว่า 100 ล้านบาท นำไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการไทย และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้าน Fashion Tourism ระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป
“เรามุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านแฟชั่น ด้วยการเชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับวัตถุดิบ แหล่งผลิต ช่างฝีมือ ชุมชน และจุดหมายปลายทาง เพื่อเปลี่ยนสินค้าให้เป็นประสบการณ์การเดินทาง นับเป็นอีกก้าวสำคัญของ ททท.ในการสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ใหม่ของแฟชั่นไทยเท่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ควบคู่กับการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมผ่านแฟชั่นและการออกแบบร่วมสมัย โดยได้บูรณาการความร่วมมือกับสมาพันธ์อัญมณีเครื่องประดับและโลหะมีค่า (ประเทศไทย) แบรนด์ดีไซเนอร์ นักออกแบบรุ่นใหม่ ศิลปิน นิสิตนักศึกษา และผู้ประกอบการผ้าไทย ร่วมถ่ายทอดคุณค่าของผ้าไทย อัญมณี งานหัตถศิลป์ และภูมิปัญญาท้องถิ่นผ่านงานออกแบบร่วมสมัย” น.ส.ฐาปนีย์ กล่าว
น.ส.ฐาปนีย์ กล่าวว่า ไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ TAT × THAI DESIGNER COLLABORATION การร่วมสร้างสรรค์ต้นแบบผลิตภัณฑ์ระหว่าง ททท.และนักออกแบบไทย จำนวน 3 ผลงาน ได้แก่ RAVIPA กับคอลเลกชันเครื่องประดับพญานาค Faith to Fashion ที่นำความเชื่อและศรัทธามาต่อยอดสู่แฟชั่นและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม, PREMIUM POPS × TRK กับผ้าและหมวกแฟชั่นมัลติฟังก์ชันจากลวดลายศิลปะไทยร่วมสมัย ภายใต้แนวคิด Art to Journey และ THITHA กับต้นแบบชุดจากเศษเปลือกรังไหม ภายใต้แนวคิด Waste to Worth ที่นำวัสดุเหลือใช้มาต่อยอดเป็นแฟชั่นที่คำนึงถึงความยั่งยืน สะท้อนการนำความเชื่อ ศิลปะ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และแนวคิดด้านความยั่งยืน มาพัฒนาเป็น Tourism Lifestyle Product ที่ใช้งานได้จริงและมีเรื่องราว เชื่อมโยงมิติด้านแฟชั่นเข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต
ทั้งนี้ สำหรับโครงการ “THAI T’REASURES by Amazing Thailand” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 18–20 กันยายน 2569 เวลา 15.00–22.00 น. ณ ลานริเวอร์ พาร์ค ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เปิดให้ประชาชน นักท่องเที่ยว และผู้ที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม โดยภายในงานนำเสนอแฟชั่นไทยผ่านหลากหลายรูปแบบ ทั้งแฟชั่นโชว์ นิทรรศการ การจัดแสดงสินค้า และผลงานออกแบบที่เชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับเรื่องราวของแหล่งท่องเที่ยวและชุมชน โดยวันที่ 18 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากการรวมพลัง 8 แบรนด์ดีไซเนอร์ชั้นนำ ได้แก่ KLOSET, JANESUDA, Painkiller Atelier, RAPEE, Maison Wonder Anatomie, SANGBOON, THITHA และ Made by Hotcake ภายใต้แนวคิด “365 แฟชั่นไทยเท่ได้ทุกวัน” ร่วมกับศิลปิน MEYOU – มิว ชิษณุชา ถ่ายทอดผ้าไทยและอัญมณีไทยในรูปแบบร่วมสมัยที่สวมใส่ได้จริงในทุกโอกาส ทั้งวันทำงาน วันพักผ่อน การเดินทาง และงานสังคม
วันที่ 19 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากนักออกแบบรุ่นใหม่ อาทิ Warinnaya, Marionsiam และ Clothear ร่วมกับนักแสดงจากช่อง ONE31 ได้แก่ เพิร์ล ศัจกร และพีค ภีมพล เปิดพื้นที่ให้นักออกแบบรุ่นใหม่ได้นำเสนอแนวคิดและผลงานสู่ผู้ชมในวงกว้าง และวันที่ 20 กันยายน 2569 พบกับแฟชั่นโชว์จากนิสิตนักศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่น จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ร่วมกับศิลปินวง COMPASS และนักดนตรีระนาดร่วมสมัย Finotheranad ถ่ายทอดศักยภาพของนักออกแบบรุ่นใหม่ผ่านการตีความทุนวัฒนธรรมในมุมมองร่วมสมัย
นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการแฟชั่น “WEAR THE DESTINATION” นำเสนอเรื่องราว แรงบันดาลใจ และอัตลักษณ์ของผ้าไทย ภายใต้แนวคิด “10 Textile Journey Across Thailand – 10 เส้นทาง พาเที่ยวไทย” ผ่านเทคโนโลยีจอ Touch Screen ที่ช่วยให้ผู้เข้าชมได้เรียนรู้ข้อมูลและเรื่องราวของผ้าไทยในแต่ละเส้นทาง พร้อมเชื่อมโยงผืนผ้าเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว วิถีชีวิต และอัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ รวมถึงพื้นที่จัดแสดงสินค้าแฟชั่นไทยร่วมสมัยและเครื่องประดับ จากผู้ประกอบการ ร้านค้า ชุมชน และหน่วยงานภาครัฐ อาทิ แสงบุญ จังหวัดเชียงใหม่ ธนณันงานฝ้าย จังหวัดเลย และ RAYA BATIK จังหวัดปัตตานี ถ่ายทอดความหลากหลายของงานออกแบบและภูมิปัญญาจากแต่ละพื้นที่สู่ผลิตภัณฑ์ที่ร่วมสมัยและเข้าถึงผู้บริโภคในปัจจุบัน





