แบงก์ชาติ ชี้สินเชื่อ SME ติดลบ 16 ไตรมาส! เร่งงัด 3 เข็มฉีดยาอุ้ม SME 13.6 ล้านคน พบ Zombie Firm พุ่งเกือบ 6%
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เปิดเผยภายในงาน TNN FUTURE FORUM 2026 : THAILAND BEYOND TOMORROW มองอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางไทย บทเวที FUTURE OF THAILAND ในหัวข้อ SME แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ให้ความสำคัญกับการเข้ามาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับดูแลสถาบันการเงิน โดยมุ่งเน้นใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี (SME) และรายย่อย ความไม่เท่าเทียมทางการเงิน และปัญหาเงินเทา โดย ธปท. ให้ความสำคัญกับประเด็นเอสเอ็มอีเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจที่มีการจ้างงานสูงถึง 13.6 ล้านคน หรือ 70% ของการจ้างงานทั้งประเทศ และมีสัดส่วนคิดเป็น 35% ของจีดีพี ทว่าปัจจุบันสินเชื่อเอสเอ็มอีกลับหดตัวและติดลบต่อเนื่องมาถึง 16 ไตรมาส สวนทางกับสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่เริ่มกลับมาเป็นบวก
“เอสเอ็มอีเป็นเศรษฐกิจที่สำคัญ มีการจ้างงานถึงประมาณ 13.6 ล้านคน คิดเป็นประมาณ 70% ของการจ้างงานทั้งหมดของประเทศ มี contribution ของจีดีพีประมาณ 35% เป็นสิ่งสำคัญ แต่สินเชื่อเอสเอ็มอีติดลบต่อเนื่องมา 16 ไตรมาส” นายวิทัย กล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 2.3% ซึ่งแม้จะดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ตอนแรกเนื่องจากมีมาตรการรัฐเข้ามาช่วยประคอง แต่ก็ยังถือเป็นตัวเลขที่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับระดับที่ควรจะเติบโตได้ที่ 3-4% ปัญหาที่น่ากังวลคือ เอสเอ็มอีในปัจจุบันเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างมาก โดยพบว่าแม้แต่เอสเอ็มอีในกลุ่มที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด 30% แรก ก็ยังสามารถกู้เงินได้เพียง 20-21% เท่านั้น แตกต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่กลุ่มประสิทธิภาพดีสามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ถึง 61% นอกจากนี้ เอสเอ็มอียังมีต้นทุนการกู้ยืมที่สูงกว่า โดยมีอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 6.9% เทียบกับรายใหญ่ที่ 3.9% ทำให้เกิดการฟื้นตัวแบบ K-Shape ที่ธุรกิจขนาดใหญ่เติบโตได้ดี แต่รายย่อยกลับประสบปัญหา รวมถึงพบว่ามี “ซอมบี้เฟิร์ม” (Zombie Firm) หรือธุรกิจที่รายได้ไม่พอจ่ายแม้กระทั่งดอกเบี้ย เพิ่มสูงขึ้นจาก 2% เป็นเกือบ 6%
นายวิทัย กล่าวว่า เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ธปท. ได้เตรียมระบบนิเวศ (Ecosystem) 3 โครงการหลักที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ถึงปีหน้า ได้แก่ โครงการแรก การสร้าง “SME Credit Portal” ซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เปิดให้เอสเอ็มอีที่มีความต้องการสินเชื่อและมีศักยภาพ เข้ามาพบกับสถาบันการเงินทั้งธนาคารพาณิชย์และ Non Bank เพื่อลดปัญหาความไม่สมมาตรของข้อมูล โครงการที่สอง คือการสร้าง “กลไกการค้ำประกันใหม่” ที่ดำเนินงานขนานไปกับ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) โดยไม่ใช้เงินงบประมาณจากภาครัฐ แต่ใช้เงินที่ส่งเข้ากองทุนฟื้นฟูฯ (FIDF) ซึ่งคาดว่าจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี และโครงการที่สาม คือการจัดตั้ง “Data Bureau” เพื่อรวบรวมข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ข้อมูลการชำระเงิน และ e-Statement มาใช้ในการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ให้กับเอสเอ็มอีและรายย่อยที่ไม่มีเอกสารรายได้ที่ชัดเจน ซึ่งกลไกนี้ยังจะช่วยตรวจสอบความผิดปกติของการทำธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับเงินเทาได้อีกด้วย

นายวิทัย กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของเอสเอ็มอีนั้น ต้องยอมรับความจริงว่า ธปท. และระบบสถาบันการเงิน ไม่สามารถช่วยเหลือเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้ทุกราย โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีศักยภาพ ไม่สามารถปรับตัวแข่งขันได้ หรือเป็นซอมบี้เฟิร์ม ซึ่งต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หรือพึ่งพาการแก้ไขปัญหาจากภาคการผลิต (Real Sector) โดยทรัพยากรและการช่วยเหลือจะมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเอสเอ็ทอีที่ยังมีกำไรและยังสามารถเติบโตได้ ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 38% เป็นหลัก ทั้งนี้ ปัญหาของเอสเอ็มอีเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ธปท. เพียงหน่วยงานเดียวไม่สามารถทำให้สินเชื่อกลับมาเติบโตได้ทันที แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการออกและขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ ร่วมกัน
“ต้องยอมรับความเป็นจริงอย่างคือ เราไม่สามารถช่วยเอสเอ็มอีให้เข้าถึงสินเชื่อได้ทุกราย จำนวนมากที่เป็นเอสเอ็มอีที่ไม่มีศักยภาพ ไม่ปรับตัว สู้ไม่ได้ อันนี้ต้องยอมรับก่อน อันที่เป็นซอมบี้เฟิร์มก็นี่เป็นเรื่องจริง เราช่วยทุกคนไม่ได้ เพราะงั้นเราต้องเลือกช่วยกับเอสเอ็ทอีที่ไปได้ อย่างน้อยต้องทาเกตไปที่เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพและไปต่อได้ ” นายวิทัย กล่าว


