พลิกวิกฤตเอสเอ็มอีไทย
ก.อุตฯเร่งอัดฉีดทุน-พัฒนาธุรกิจ
ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับสภาวะการแข่งขันที่รุนแรง ปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และภาระหนี้สินในเกณฑ์สูง SME จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเร่งหาตลาดใหม่และลดต้นทุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง รวมถึงการบริหารจัดการด้านการเงินอย่างรัดกุม
ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ให้ข้อมูลถึงมาตรการช่วยเหลือ SME ว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2569 กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอี ภายใต้วงเงิน 20,000,000 บาท โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการ SMEs ให้มีขีดความสามารถและมีศักยภาพเพิ่มขึ้น ครอบคลุม 400 กิจการ 1,000 คน จำนวน 3 โครงการ โดยตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมเป็นจำนวน 209.56 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10.48 เท่าของงบประมาณ
โครงการที่ 1: โครงการเสริมแกร่งธุรกิจ การเงินดีมีทุนหนุนเติบโต (Financial Shield) มุ่งสร้างทักษะการจัดการการเงิน เสริมสภาพคล่อง และบริหารหนี้ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 กิจการ/400 คน ผ่านกิจกรรมการฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการการเงิน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจและบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ จำนวน 3 วัน การให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก และอบรม In-house Training จำนวน 6 Man-day พร้อมจัดคลินิก ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เอสเอ็มอีที่มีความต้องการยื่นคำขอสินเชื่อกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ โดยมุ่งเป้าให้ SME มีศักยภาพในการชำระหนี้ที่ดีขึ้นและสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการที่ 2: โครงการพัฒนาประสิทธิภาพธุรกิจเพิ่มผลผลิตพิชิตต้นทุน (Productivity Accelerator) มุ่งปรับเปลี่ยนการบริหารธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดต้นทุนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กลุ่มเป้าหมายจำนวน 200 กิจการ/400 คน ผ่านกิจกรรมวินิจฉัยปัญหา ให้คำปรึกษาด้านดิจิทัล/นวัตกรรม/สิ่งแวดล้อม และอบรม In-house Training จำนวน 6 Man-day เพื่อส่งเสริมให้ SME มีขีดความสามารถและผลิตภาพเพิ่มขึ้นในระยะยาว
โครงการที่ 3: โครงการเตรียมพร้อมธุรกิจ ขยายโอกาสยกระดับสู่อนาคต (Global & Future Readiness) มุ่งยกระดับศักยภาพธุรกิจสู่สากล ขยายตลาดใหม่ และพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย ESG กลุ่มเป้าหมายจำนวน 100 กิจการ / 200 คน ผ่านกิจกรรมอบรม ให้คำปรึกษาแนะนำเชิงลึก และเชื่อมโยงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนขยายตลาดใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับมาตรฐานระดับสากล และการเตรียมความพร้อมด้าน ESG ของธุรกิจ
การดำเนินงานทั้ง 3 โครงการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ในการติดอาวุธและพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการไทยพร้อมรับทุกโอกาสและพร้อมสำหรับการก้าวข้ามทุกความท้าทายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กองทุนได้ดำเนินการปล่อยสินเชื่อ เสือติดปีก และ สินเชื่อคงกระพัน วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท เพื่อประคองสภาพคล่องและติดอาวุธนวัตกรรมให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจภูมิภาค
โดยโครงการ “เสือติดปีก” รอบ 2 จะทำหน้าที่อัดฉีดทุนเพื่อการปรับตัว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน มีกรอบวงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งเน้นการให้กู้ยืมเพื่อลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 15 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3-5% ต่อปี
ขณะที่โครงการ คงกระพัน รอบ 2 จะทำหน้าที่เป็นเกราะคุ้มกันทางธุรกิจ เสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการมีกำลังเพียงพอในการรักษาประคองกิจการ และโครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องธุรกิจ (คงกระพัน) รอบ 2 กรอบวงเงิน 500 ล้านบาท ที่เน้นการรักษาสภาพคล่องเป็นเกราะป้องกันธุรกิจด้วยวงเงินสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 5-7% ต่อปี เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก
โดยทั้งสองโครงการปิดรับสมัครไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา แต่เนื่องจากมีผู้สนใจยื่นขอสินเชื่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก ทางกองทุนจึงมีแผนขยายกรอบวงเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือเพื่อให้มีการดำเนินงานที่เหมาะสม
รวมทั้งได้มี มาตรการโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) วงเงินโครงการ 500 ล้านบาท สำหรับลูกหนี้เดิมของกองทุน ที่ต้องการเติมทุน เพื่อต่อยอดธุรกิจและคงสภาพการจ้างงาน โดยต้องเป็นลูกหนี้เกรด A หรือชำระดีติดต่อกัน 12 เดือน โดยมีวงเงินกู้สูงสุด 3 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.5-3.5% ต่อปี ระยะเวลากู้สูงสุด 3 ปี วัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาภาระทางการเงินให้แก่ผู้ประกอบการที่เป็นลูกหนี้เดิมของกองทุน ในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ยังมีความผันผวน พร้อมทั้งเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพิ่มเติมในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ เพื่อนำไปใช้เสริมสภาพคล่อง ขยายกิจการ และฟื้นฟูศักยภาพทางธุรกิจ
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมุ่งหวังให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และนำพาธุรกิจให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงในระยะยาว และขณะนี้ (26 มิ.ย.69) ผลการดำเนินโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) ปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุมัติสินเชื่อ จำนวน 1,031 ราย เบิกจ่ายแล้ว จำนวน 1,473.19 ล้านบาท
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิได้รับพิจารณาโครงการสินเชื่อเติมทุนหนุนธุรกิจ (TOP UP) ประกอบด้วย เป็นเอสเอ็มอีที่เป็นลูกหนี้ของกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ ใน 7 โครงการที่กำหนด และมีภาระหนี้เงินต้นวงเงินกู้สินเชื่อระยะยาว (Term Loan) คงเหลืออยู่กับกองทุน ต้องมีสถานะที่ไม่เป็น NPL หรือไม่อยู่ในระหว่างที่ถูกกองทุน ดำเนินคดี หรือถูกดำเนินคดี ณ วันยื่นขอเข้าร่วมหลักเกณฑ์ และคุณสมบัติอื่นๆ เป็นไปตามที่คณะกรรมการบริหารกำหนด
หากผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาศักยภาพ ยกระดับให้ธุรกิจ นี่คือมาตรการช่วยเหลือครั้งสำคัญที่ SME ไม่ควรพลาด!!

