‘ตรีรัตน์’ ตั้งคำถามร่าง PDP2026 ‘ภายนอกเหมือนดี แต่เนื้อในคลุมเครือ’ โรงไฟฟ้าปลายแผนผลิตพุ่ง 2.53 แสน MW แต่ใช้จริง 7.97 หมื่น MW จี้ตอบค่าไฟ 3.88 บาท ใครแบกต้นทุน
เมื่อวันที่ 9 กันยายน นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) และที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิประจำกรรมาธิการพลังงาน (กมธ.หลังงาน) เปิดเผยว่า สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดยกระทรวงพลังงาน จัดงานสัมมนารับฟังความคิดเห็นต่อ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2593 (PDP2026) เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมานั้น เป็นกรอบสำคัญในการกำหนดทิศทางโรงไฟฟ้าใหม่ในอนาคต และเป็นฐานคำนวณค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายไปจนถึงปี 2593 หรือ 2050
นายตรีรัตน์ กล่าวว่า แนวทางหลักของแผนครั้งนี้คือ ลดโลกร้อน มุ่งสู่ Net Zero ระบบไฟฟ้ามั่นคง และราคาที่เป็นธรรม หลักการเหล่านี้ทุกคนย่อมเห็นด้วย เพราะทั้งเขียว ทั้งมั่นคง และไม่แพง โดยมีให้เลือก 4 กรณี ได้แก่
1. Base Case ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 51.5 ล้านตัน สัดส่วนโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 65% โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล 35% กำลังผลิตปลายแผน 185,700 MW ค่าไฟขายปลีก 3.82 บาทต่อหน่วย
2. Net Zero by CCS (Carbon Capture) ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 19.1 ล้านตัน โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 65% โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล 35% กำลังผลิตปลายแผน 185,700 MW ค่าไฟขายปลีก 3.88บาทต่อหน่วย
3. Net Zero by Renewable Energy ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 16.6 ล้านตัน โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 89% โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล 11% กำลังผลิตปลายแผน 253,100 MW ค่าไฟขายปลีก 3.82บาทต่อหน่วย
4. Net Zero by Renewable Energy & CCS ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 19.1 ล้านตัน โรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด 73% โรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล 27% กำลังผลิตปลายแผน 206,100 MW ค่าไฟขายปลีก 3.83 บาทต่อหน่วย

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ฉะนั้นไม่ว่าผลจะออกเป็นกรณีไหนหรืออ๊อพชั่นใด ค่าไฟขายปลีกก็อยู่ระหว่าง 3.82–3.88 บาทต่อหน่วยเท่านั้น ทั้งที่กำลังผลิตโรงไฟฟ้าปลายแผนแตกต่างกันมหาศาล ตั้งแต่ 185,700 MW ไปจนถึง 253,100 MW เมื่อเทียบกับพยากรณ์การใช้ไฟปี 2593 ที่มีแค่ 79,696 MW เท่านั้น นั้นหมายความว่า จะมีโรงไฟฟ้าใหม่มากกว่าความต้องการ ถึง 106,000–173,000 MW แล้วแบบนี้ค่าไฟไม่แพงขึ้นได้อย่างไร เพราะถ้าแผนนี้ทำได้ที่ราคานี้จริง แปลว่าวาทกรรม “ไฟแพงเพราะกำลังผลิตส่วนเกิน” ไม่มีอยู่จริง
“คำถามคือ เมื่อมีโรงไฟฟ้าเหลือมหาศาลเช่นนี้ ค่าไฟจะตรึงอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วยได้จริงหรือ เพราะในร่าง PDP ไม่มีการเปิดเผย ต้นทุนเฉลี่ยของแต่ละเชื้อเพลิง (LCOE: Levelized Cost of Energy) เลย ทำให้สังคมถูกนำเสนอแผนที่ดูดี แต่ขาดข้อมูลสำคัญในการประเมินความเป็นไปได้ของค่าไฟ”นายตรีรัตน์กล่าว
นายตรีรัตน์ ระบุด้วยว่า หรือจริงๆ แล้ว แผนนี้เป็นเพียงการใช้คำว่า “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เป็นข้ออ้างให้แผนผ่าน ทั้งที่เป้าหมายอาจไม่สามารถทำได้จริง และสิ่งที่ต้องการคือการสร้างโรงไฟฟ้าให้มากที่สุดต่างหาก เพราะไฟฟ้าที่เขียวและเสถียร ไม่มีทางราคาถูกอย่างที่อ้าง หากจะตรึงราคาไว้ที่ 3.88 บาท ย่อมต้องมีคนแบกรับต้นทุน และคนกลุ่มนั้นอาจเป็นประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ไม่มีทุนติดโซลาร์รูฟหรือผู้ที่อาศัยอยู่บนคอนโดมิเนียม หรือเช่าหอพัก
“เมื่อประชาชนจำนวนมากหันไปผลิตไฟเอง โรงไฟฟ้าที่รัฐเซ็นไว้ก็จะยิ่งเหลือ และสุดท้ายคนที่ต้องจ่ายค่าไฟช่วงที่โซลาร์ไม่ผลิต รวมถึงผู้ที่ไม่ได้ติดโซลาร์เลย ก็จะรับภาระเต็มๆ เพราะการไฟฟ้าไม่มีทางยอมขาดทุน”นายตรีรัตน์กล่าว
นายตรีรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้านพลังงานของพรรคประชาธิปัตย์ และผู้เคยประกอบอาชีพสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด จึงต้องตั้งคำถามว่า แผน PDP นี้มีความจริงใจต่อประชาชนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการใช้วาทกรรมพลังงานสีเขียวเป็นเหตุผลให้แผนผ่าน เหมือนกรณีการขอเงินกู้ 200,000 ล้านบาทที่ผ่านมา ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าสามารถทำได้ตามเป้าจริงไม่

