3 กรรมการ กสทช. เล็งหารือ 6 คน ฝ่าวิกฤตบอร์ดล่ม ย้ำพร้อมประชุม แต่ต้องถูกกฎหมาย เผยมีลายสักยันต์ ยืนยันทุกครั้ง
เมื่อเวลา 10.18 น. วันที่ 10 กันยายน ที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการประชุม กสทช. (ต่อเนื่อง) ครั้งที่ 25/2569 ถูกเลื่อนออกไป เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบ โดยมีวาระเสนอเข้าสู่การพิจารณารวม 193 วาระ ในจำนวนนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนและมีกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย 82 วาระ ท่ามกลางปัญหาองค์ประชุมและความเห็นทางกฎหมายเกี่ยวกับสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. นั้น
กรรมการ กสทช. 3 ท่าน ได้แก่ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการกระจายเสียง และ รศ.ศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการ กสทช. ด้านเศรษฐศาสตร์ ยืนยันพร้อมเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง แต่ต้องเป็นการประชุมที่ชอบด้วยกฎหมาย
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองกล่าวว่า กรรมการทั้ง 3 ท่านออนสแตนด์บายและพร้อมเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง เพียงแต่ต้องรอให้มีการประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย และยืนยันว่าไม่ได้ปฏิเสธการทำหน้าที่หรือปฏิเสธการประชุม ซึ่งกรรมการทั้ง 3 ท่านได้ทำหนังสือยืนยันการเข้าร่วมประชุมทุกครั้ง โดยมีผู้รักษาการเลขานุการ กสทช. รวมถึงผู้เกี่ยวข้องลงนามรับทราบแล้ว
“วันนี้เราก็สแตนด์บาย เราพร้อมที่จะเข้าประชุมทุกครั้ง แต่ต้องเป็นการประชุมที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองกล่าว

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองระบุว่า จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ซึ่งเห็นว่าเป็นการยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 เป็นที่สุดตามมาตรา 15/1 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และมีผลต่อสถานะของ ศ.คลินิก นพ.สรณ เป็นเหตุให้พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานต่อไปได้ ขณะที่คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังไม่ได้ถูกเพิกถอน จึงเห็นว่ายังมีผลอยู่ ทั้งนี้ เมื่อยังไม่มีการเพิกถอนก็ถือว่าเป็นที่สุด ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ
“เมื่อยังไม่มีการเพิกถอนก็ถือว่าเป็นที่สุด ตามมาตรา 15 วรรคหนึ่ง ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ ก็ถือว่ายังมีผลอยู่ เพราะฉะนั้นตรงนี้ไม่มีใครลบล้างได้” ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองกล่าว
ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองกล่าวว่า ปัจจุบันคดีดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา และยังไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาที่เปลี่ยนแปลงสถานะดังกล่าว ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อขอให้มีพระบรมราชโองการให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการ กสทช.แล้ว ดังนั้น หากยังให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมต่อไป การประชุม รวมถึงมติหรือคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้นอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
“ถ้าท่านสรณยังฝืนปฏิบัติหน้าที่และทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมต่อไป การประชุมดังกล่าว รวมถึงมติหรือคำสั่งทางปกครองที่เกิดขึ้น อาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองกล่าว

ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองกล่าวย้ำว่า กรรมการทั้ง 3 คนไม่ได้ปฏิเสธการประชุม แต่พร้อมเข้าร่วมประชุมกับกรรมการ กสทช.ที่เหลืออยู่ เพื่อพิจารณาวาระที่ค้างและมีความเร่งด่วนจำนวนมาก โดยควรใช้กลไกตามมาตรา 20 ประกอบมาตรา 24 เพื่อให้องค์กรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างต่อเนื่อง และไม่ควรปล่อยให้การทำงานหยุดชะงักจนเกิดความเสียหายต่อสาธารณะและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ได้เตรียมทำหนังสือขอนัดหารือร่วมกันระหว่างกรรมการทั้ง 6 คน ตามแนวทางที่ฝ่ายตนเห็นว่าสอดคล้องกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดแล้ว
ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือยืนยันการเข้าร่วมประชุมมาโดยตลอด และสำนักงาน กสทช.รับทราบอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการตีความกฎหมายที่แตกต่างกัน โดยก่อนหน้านี้ได้รับคำตอบว่าคำสั่งศาลยังไม่ถึงที่สุด จึงยังไม่มีผล อย่างไรก็ตาม หลังจากหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายหลายท่าน จึงเห็นว่าหากคำสั่งศาลถึงที่สุด แม้ยังมีการฟ้องร้องอยู่ ก็ไม่ได้ทำให้คำสั่งดังกล่าวเปลี่ยนแปลง เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงได้ทำหนังสือยืนยันการเข้าร่วมประชุม
พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวว่า สำหรับการสื่อสารของสำนักงาน กสทช.เกี่ยวกับการยืนยันเข้าร่วมประชุมของกรรมการทั้ง 3 ท่านว่า หากมีการนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง จะยิ่งกระทบต่อความชอบธรรมและความศรัทธาที่มีต่อสำนักงาน พร้อมกล่าวว่า “ทำไมสำนักงาน มาเหมือนกับเสนอจะบิดเบือนข้อเท็จจริงอีกแล้ว” นั่นจะยิ่งทำให้สำนักงานขาดความชอบธรรม เพราะบางครั้งคนเราพูดอะไร คำพูดมันเป็นนาย หากมีคำพูดอะไรที่หลายครั้งแล้ว ยิ่งทำให้ศรัทธานั้นหมดไป

พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าวด้วยว่า ส่วนรูปแบบการประชุมของกรรมการที่เหลืออยู่ 6 ท่าน ไม่ใช่การประชุม กสทช.ตามปกติ แต่เป็นการประชุมที่เกิดขึ้นตามกลไกของมาตรา 20 วรรค 3 ซึ่งอาจจะต้องมีการกำหนดประธานที่ประชุมขึ้นมาเพื่อดำเนินการประชุมชั่วคราว อย่างไรก็ตาม ต้องหารือข้อกฎหมายให้ชัดเจนก่อน เพราะไม่ต้องการดำเนินการเกินกว่าอำนาจหน้าที่ของตน
“มาตรา 20 วรรค 3 บอกว่ากรรมการที่เหลืออยู่ ดำเนินการจัดประชุม ทุกคนก็มองว่าอันนี้มันไม่ใช่การประชุม กสทช.ปกติ แต่เป็นการประชุมตามมาตรา 20 วรรค 3 นั้นเป็นการประชุมพิเศษ” พล.อ.ท.ธนพันธุ์กล่าว
ส่วน รศ.ศุภัชกล่าวเสริมว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของคำสั่งทางปกครอง ซึ่งมีผลทันที ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอการตีความ เมื่อเป็นคำสั่งทางปกครองก็ต้องมีผล
“ผมก็มีหนังสือ มีลายสักยันต์ข้างหลังเรียบร้อย ว่าใครเห็นแล้วบ้าง ก็เซ็นอนุมัติเรียบร้อยแล้ว แล้วก่อนหน้านี้ผมก็มีทุกครั้ง งั้นผมก็ขอชี้แจง” รศ.ศุภัชกล่าว

