หน้าแรก เศรษฐกิจ ม.หอการค้าไทย...

ม.หอการค้าไทย คาดศก.ไทย พลิกฟื้นสู่V-Shape กลางปี70 กางปัจจัยดันจีดีพีแตะ 2.5-3%

10.09.26 | 17:33 น.

ม.หอการค้าไทย คาดศก.ไทย พลิกฟื้นสู่V-Shape กลางปี70 กางปัจจัยดันจีดีพีแตะ 2.5-3%

เมื่อวันที่ 10 กันยายน รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงการประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่า ได้ปรับเพิ่มประมาณเศรษฐกิจไทยปี 2569 จากคาดขยายตัว 2.0 % เป็นขยายตัว 2.5% ประเมินจากไตรมาส 3 คาดจีดีพีขยายตัว 2.7-2.9% และคาดไตรมาส 4 ขยาย 2.3-2.5% ส่งผลให้ครึ่งปีหลังขยายตัวเฉลี่ย 2.6% รวมกับครึ่งปีแรกขยายตัวที่ 2.4% ดังนั้นเฉลี่ยทั้งปีขยายตัว 2.5% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ การส่งออกคาดขยายตัวสูงถึง 17.7% คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.5 ล้านคน โดยเฉพาะช่วง ต.ค.-ธ.ค. คาดจะเข้ามาเดือนละ 2.5-3 ล้านคน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) จะช่วยกระตุ้นการก่อสร้าง การนำเข้าเครื่องจักร และสร้างเงินหมุนเวียนในระบบ การปรับโครงสร้างพลังงาน ที่รัฐอุดหนุน 50,000 บาท/ครัวเรือน จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน จะเติมเงินเข้าระบบ 7,500 ล้านบาท และโครงการไทยเที่ยวไทย plus คาดวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท ส่วนอัตราเงินเฟ้อคาดประมาณ 1.8% ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย


สำหรับความไม่แน่นอนหลักที่อาจมีผลต่อจีดีพีช่วงที่เหลือปีนี้ คือ

1. ผลไต่สวน US Section 301 กรณี Structural Excess Capacity  ผลไต่สวนจะกระทบส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐฯ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

2. ความยั่งยืนของวัฏจักรลงทุน AI/Hyperscaler 2 Hyperscaler ชะลอแผนลงทุน ทำให้คาสั่งซื้อ/การลงทุนใหม่ที่ไทยได้รับลดลง

Advertisement

3.ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (รอบปะทะเดือนสิงหาคม 2569) ราคาน้ำมันพุ่งสูงและยืดเยื้อกว่าคาด กดดันต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ

4.จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 นักท่องเที่ยวต่างชาติต่ำกว่าคาด ฉุดรายได้ภาคท่องเที่ยวและการบริโภคในประเทศความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก ผลจากสถานการณ์สงคราม วันนี้ ราคาน้ำมันดิบ Brent ตลาดทะเลเหนือแตะระดับ 100-101 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ขณะที่ West Texas อยู่ที่ประมาณ 96 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ Dubai อยู่ที่ประมาณ 90-91 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งประเทศไทย ใช้น้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ต้องยึดราคาของตลาดดูไบ (Dubai) เป็นสำคัญ หากเกิดสงครามในช่องแคบฮอร์มุซหรือสงครามรัสเซีย-ยูเครนรุนแรงขึ้นจนกดดันราคาน้ำมัน Brent พุ่งถึง 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ราคาน้ำมันดูไบอาจทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะกดดันให้จีดีพีไทยลดลงประมาณ 0.2% คาดการณ์เดิมเดือนพฤษภาคม (คาดน้ำมันดูไบที่ 90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล และ GDP ที่ 2.0%) แม้ราคาน้ำมันโลกจะผันผวน แต่หากไม่เกิน 120 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เศรษฐกิจไทยยังคงยืนได้ที่ระดับต่ำสุดประมาณ 1.8- 2.0% หากรัฐบาลใช้ กองทุนน้ำมัน ดูดซับราคาพลังงานและตรึงราคาดีเซลให้อยู่ในกรอบ 40-45 บาท/ลิตร จะช่วยพยุงให้เศรษฐกิจไม่ย่อตัวต่ำกว่า 1.8%

กรณีปัจจัยเสี่ยง มาตรา 301 และการเจรจา ART หากการเจรจาคลี่คลายและอยู่ในกรอบภาษีเดิม (10-19%) จะไม่กระทบการส่งออกมากนัก เว้นแต่จะพุ่งไปถึงระดับ 30-39% (Transshipment Tariff) ซึ่งโอกาสเกิดรุนแรงในปีนี้ยังต่ำ ขณะที่ความเสี่ยงที่กระแส AI จะช็อตตัวลงถือว่าต่ำ เนื่องจาก AI และ Humanoid เป็น Megatrend ของโลก ที่ต้องดำเนินต่อไป (สมาร์ทโฟนและรถยนต์ EV ล้วนต้องใช้ AI) อีกเรื่องคือจำนวนนักท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้า ซึ่งทุก ๆ 500,000 คนที่หายไป จะกระทบจีดีพี 0.12% แต่จากยอดจองที่พักคงเส้นคงวา โอกาสหลุดเป้าถือว่าต่ำ อีกตัวแปรคือการเลือกตั้งสหรัฐฯ เดือนพฤศจิกายนนี้ หากเงินเฟ้อสหรัฐฯสูงและ Fed ขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลลบต่อพรรครีพับลิกัน หากเดโมแครตได้เสียงข้างมาก สัญญาณสงครามปี 2570 หน้าอาจแผ่วลง แต่หากรีพับลิกันชนะ สงครามอาจมีความเข้มข้นขึ้น จึงมองปี 2569 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวกรอบ 2.0-2.8%
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2570 คาดการณ์ช่วง 2.0-3.0% และ ค่ากลาง 2.5% และมีโอกาสจีดีพีจะแตะ 3% ตามที่รัฐบาลต้องการ ตามแรงกระตุ้นดังนี้ ปัจจัยผลต่อเนื่องจากผลการขอรับส่งเสริมการลงทุน (BOI): สูงเกิน 1 ล้านล้านบาทต่อเนื่องกัน 3 ปี (ปี 2567-2569) โดยเฉพาะกลุ่ม EV, AI และ Data Center (นักลงทุนอันดับ 1 คือจีน ตามด้วยสิงคโปร์) ภาคปรับโครงสร้างสู่สินค้าไฮเทค คาดขยายตัว 5.4-9.4% (ค่ากลาง 7.4%) คาดจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32-35 ล้านคน อีกมาตรการหนุนคือมาตรการช่วยเหลือ SME จากธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) Credit Portal สร้างช่องทางจับคู่ (Matching) ระหว่าง SME กับผู้ปล่อยสินเชื่อ (คาดเริ่มธันวาคมปีนี้ )เพิ่มวงเงินค้ำประกันสินเชื่อ ผ่านใช้เงินกองทุนฟื้นฟูฯ ค้ำประกันสินเชื่อ เพิ่มวงเงินเป็น 200,000 ล้านบาท (จากเดิม 100,000 ล้านบาทของ บสย.) อีกทั้งใช้ Data Bureau: นำข้อมูลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์มือถือ มาร่วมพิจารณาสินเชื่อแทน Credit Bureau เพียงอย่างเดียว

” ปี 2570 จะการเปลี่ยนผ่านจาก K-Shape สู่ V-Shape: ภาวะเศรษฐกิจแบบ K-Shape จะทรงตัวถึงสิ้นปี 2569 นี้ และคาดว่าขาลงจะเริ่มหักหัวขึ้นเป็น V-Shape ช่วงครึ่งแรกของปีหน้า (ปลายไตรมาส 1 ถึงต้นไตรมาส 2) ซึ่งสัดส่วนความเสี่ยงปี 2570: ปัจจัยการเมืองไทยมีความเสี่ยงประมาณ 25% ส่วนปัจจัยต่างประเทศและสงครามมีความเสี่ยงสูงถึง 75% ” รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า จากนี้ที่จะเห็นคือ อุตสาหกรรมอนาคตและการประเมินมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล ซึ่งโครงสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (3-5 ปีข้างหน้า): ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีจากความพร้อมด้านน้ำและไฟฟ้าที่เหนือกว่าสิงคโปร์ ดึงดูดการลงทุนในกลุ่ม AI, EV, Humanoid และ Data Center พร้อมดึงดูดกลุ่ม Expat และ Digital Nomad ซึ่งจะช่วยหนุนภาคบริการ ท่องเที่ยว และการเงินดิจิทัล ด้านมาตรการอัดฉีดเงิน (ไทยช่วยไทย Plus): เติมเงินเข้าสู่ระบบเดือนละ 50,000 ล้านบาท ช่วยพยุงเศรษฐกิจและหนุนให้ GDP ไตรมาส 3 โตได้ 2.7-2.9% สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อ: เร่งโครงการปรับโครงสร้างพลังงาน (7,500 ล้านบาท) และเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐ (700,000 ล้านบาท) ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. เพื่อรับช่วงต่อฤดูท่องเที่ยว โครงการไทยเที่ยวไทย: รัฐบาลสนับสนุน 1,500 บาท (เมืองหลัก) และ 2,000 บาท (เมืองรอง) สำหรับ 1 ล้านสิทธิ์ วงเงินประมาณ 1,750-2,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ

รศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า ในส่วนผลประโยชน์จากการที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank / IMF นั้น การยอมรับระดับโลก ไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดประชุม World Bank ครั้งที่ 2 (มีเพียง 3 ประเทศในโลกที่เคยจัด 2 ครั้ง คือ ตุรกี ญี่ปุ่น และไทย) สะท้อนถึงศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรม MICE และการเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมระดับโลก ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น คาดมีผู้ร่วมประชุม 15,000-20,000 คน พักอาศัย 5-9 วัน ใช้จ่าย 30,000-50,000 บาท/คน สร้างเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจทันที 5,000-10,000 ล้านบาท