ธปท.ผนึก 20 สถาบัน 11 สมาคม สกัดเงินเทา สร้าง ‘คอขวด’ ปิดทางพนัน-ฟอกเงิน คุมถอนเงินสด 5 ล้าน จับตา USDT
เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน ประกาศเจตนารมณ์การป้องกันและการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด ว่า ธปท.ร่วมกับ 20 สถาบันการเงิน และ 11 สมาคม/ชมรม ยกระดับการป้องกันไม่ให้ระบบการเงินเป็นทางผ่านของเงินเทา การพนันออนไลน์ Fraud, Scam และการทุจริตคอร์รัปชัน จากเดิมที่เน้นแก้ปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลวง ซึ่งทำให้ความเสียหายลดลง แต่ปัญหาขยายวงกว้าง จึงต้องแก้เชิงโครงสร้างและทำงานร่วมกันทั้งภาคการเงิน

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.ยกระดับมาตรการสกัดเงินผิดกฎหมายหลายช่องทาง โดยกำกับการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หลังพบการใช้ QR Code, QR Link และการสแกนใบหน้าถอนเงิน จึงขยายการกำกับถึงการถอนที่เคาน์เตอร์ธนาคาร พร้อมกำกับการซื้อขายทองคำออนไลน์วงเงิน 50 ล้านบาทต่อราย และให้รายงานการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป เนื่องจากอาจถูกใช้เปลี่ยนรูปทรัพย์สินให้ติดตามเส้นทางได้ยาก รวมถึงกำหนดเพดานรับซื้อเงินสดสกุลต่างประเทศ 8 แสนบาทต่อรายต่อวัน และยกระดับ Customer Profiling กับ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT พร้อมยกระดับ KYC/CDD/EDD และพัฒนารูปแบบพฤติกรรมธุรกรรมผิดปกติ 24 รูปแบบ
“ปัญหาเงินเทาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญหลังจากนี้คือการ “แชร์ข้อมูล” จากเดิมที่ธนาคารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นรายสถาบัน จะขยายไปยังธนาคารรัฐ ธนาคารต่างประเทศ Non-Bank ผู้ให้บริการรับชำระเงิน และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเชื่อมข้อมูลกับร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์เส้นทางเงินและธุรกรรมต้องสงสัยได้เร็วขึ้น หากสกัดไม่ให้เงินพนันออนไลน์เข้าสู่บัญชีธนาคาร หรือเงินจาก Fraud และ Scam ถูกแปลงเป็นเงินสด ทอง หรือ USDT ได้โดยง่าย ก็จะทำให้เกิด “คอขวด” และทำให้การเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายมีความยากลำบากมากขึ้น
“เราอาจจะไม่มีอำนาจไปปราบปราม ไม่มีอำนาจไปจับกุม แต่เราสามารถสร้างความยากลำบาก สกัดกั้นเรื่องไม่ดีเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เราสามารถสร้างคอขวดได้” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในกระดาษ แต่ทุกฝ่ายต้องมี Commitment นำไปปฏิบัติจริง ภายใต้ 5 หลักการ ได้แก่ ผู้นำ (Leadership) ผลักดันเป็นวาระสำคัญขององค์กร, สร้างมาตรฐาน (Standards) ให้มีเกณฑ์ขั้นต่ำที่เหมาะสมและปรับปรุงต่อเนื่อง, พัฒนาเชิงรุก (Proactive Operations) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง-ตรวจจับความเสี่ยง, ผนึกกำลังทั้งระบบ (Information Sharing & Collaboration) แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปิดช่องโหว่ และป้องกันอย่างสมดุล (Proportionality & Balance) ไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อประชาชนและธุรกิจ “ไม่ใช่เป็นการลงนามโชว์แล้วก็จบ” โดย ธปท.จะผลักดันการยกระดับมาตรฐาน ขณะที่สมาคมต่างๆ ร่วมกำหนดเกณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูล และประสานงานข้ามอุตสาหกรรม เพื่อทำให้ระบบการเงินไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือของธุรกรรมผิดกฎหมายได้ยากขึ้น

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 1.9 แสนคดี ความเสียหายกว่า 9,000 ล้านบาท แม้ลดจากปี 2568 จากเฉลี่ย 1,040 คดีต่อวัน เหลือ 902 คดีต่อวัน แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สแกมเมอร์ปรับกลวิธีซับซ้อนขึ้น ทำให้การปราบปรามยากขึ้น โดยสมาคมธนาคารไทยและสมาชิกจะยกระดับการรู้จักและตรวจสอบลูกค้า พร้อมเชื่อมข้อมูลสัญชาติ-หนังสือเดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น-ผู้มีอำนาจควบคุมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อป้องกันการสวมรอย บัญชี “นอมินี” และการปกปิดผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง
นายผยง กล่าวว่า ภาคธนาคารจะจัดทำมาตรฐานกลางในการจัดการบัญชีเสี่ยง ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง และใช้ข้อมูลพฤติกรรมการทำธุรกรรมจับความผิดปกติเชิงรุก พร้อมเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร ภาครัฐ และเอกชน โดยมี 4 มาตรการสกัดเงินเทา ได้แก่ ธปท.คุมร้านทองออนไลน์ ก.ล.ต.กำหนดแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลใช้กฎส่งต่อข้อมูลผู้ทำธุรกรรม ปปง.รายงานธุรกรรมผิดปกติแบบทันที และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้มงวดตรวจบริษัทเข้าข่ายนอมินีข้ามชาติ เพื่อเตรียมไทยรับการประเมินมาตรฐานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจากเอพีจีตามเกณฑ์เอฟเอทีเอฟในปี 2571

นายยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN WONGNAI GROUP และ LINE PAY กล่าวว่า TEPA ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 33 ราย ทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ พร้อมยกระดับการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด ภายใต้ 3 หลักการ “ยกระดับ-ความยากลำบาก-อย่างรวดเร็ว” คือ เพิ่มมาตรฐานการตรวจสอบ ทำให้ผู้กระทำผิดใช้ระบบชำระเงินได้ยากขึ้น และเร่งแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงปรับระบบตรวจจับให้ทันต่อกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ
นายยอด กล่าวว่า มี 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ยกระดับการรู้จักและตรวจสอบร้านค้า (KYM) ตลอดช่วงการให้บริการ โดยประเมินความเสี่ยงเป็นระยะ ครอบคลุมร้านค้าหลักและร้านค้าย่อย รวมถึงผู้ให้บริการช่องทางรับชำระเงินและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับการรู้จักและตรวจสอบผู้ใช้บริการสำหรับบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตรวจสอบสม่ำเสมอ ส่งต่อข้อมูลให้ ธปท.วิเคราะห์ความเชื่อมโยง และจัดตั้งคณะทำงานด้านการทุจริตและความเสี่ยง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและวิเคราะห์กลุ่มบุคคลหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายความเสี่ยง ร่วมกับ ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมอื่นๆ


