หน้าแรก เศรษฐกิจ ธปท.ผนึก 20 ส...

ธปท.ผนึก 20 สถาบัน 11 สมาคม สกัดเงินเทา สร้าง ‘คอขวด’ ปิดทางพนัน-ฟอกเงิน คุมถอนเงินสด 5 ล้าน

11.09.26 | 00:55 น.

ธปท.ผนึก 20 สถาบัน 11 สมาคม สกัดเงินเทา สร้าง ‘คอขวด’ ปิดทางพนัน-ฟอกเงิน คุมถอนเงินสด 5 ล้าน จับตา USDT

เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน ประกาศเจตนารมณ์การป้องกันและการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด ว่า ธปท.ร่วมกับ 20 สถาบันการเงิน และ 11 สมาคม/ชมรม ยกระดับการป้องกันไม่ให้ระบบการเงินเป็นทางผ่านของเงินเทา การพนันออนไลน์ Fraud, Scam และการทุจริตคอร์รัปชัน จากเดิมที่เน้นแก้ปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลวง ซึ่งทำให้ความเสียหายลดลง แต่ปัญหาขยายวงกว้าง จึงต้องแก้เชิงโครงสร้างและทำงานร่วมกันทั้งภาคการเงิน


วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

นายวิทัย กล่าวว่า ธปท.ยกระดับมาตรการสกัดเงินผิดกฎหมายหลายช่องทาง โดยกำกับการถอนเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป หลังพบการใช้ QR Code, QR Link และการสแกนใบหน้าถอนเงิน จึงขยายการกำกับถึงการถอนที่เคาน์เตอร์ธนาคาร พร้อมกำกับการซื้อขายทองคำออนไลน์วงเงิน 50 ล้านบาทต่อราย และให้รายงานการถอนทองคำตั้งแต่ 2 กิโลกรัมขึ้นไป เนื่องจากอาจถูกใช้เปลี่ยนรูปทรัพย์สินให้ติดตามเส้นทางได้ยาก รวมถึงกำหนดเพดานรับซื้อเงินสดสกุลต่างประเทศ 8 แสนบาทต่อรายต่อวัน และยกระดับ Customer Profiling กับ Travel Rule สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะ USDT พร้อมยกระดับ KYC/CDD/EDD และพัฒนารูปแบบพฤติกรรมธุรกรรมผิดปกติ 24 รูปแบบ

“ปัญหาเงินเทาเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง เมื่ออยู่ในหน้าที่ก็ต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่” นายวิทัยกล่าว

Advertisement

นายวิทัย กล่าวว่า หัวใจสำคัญหลังจากนี้คือการ “แชร์ข้อมูล” จากเดิมที่ธนาคารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันเป็นรายสถาบัน จะขยายไปยังธนาคารรัฐ ธนาคารต่างประเทศ Non-Bank ผู้ให้บริการรับชำระเงิน และผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงเชื่อมข้อมูลกับร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อวิเคราะห์เส้นทางเงินและธุรกรรมต้องสงสัยได้เร็วขึ้น หากสกัดไม่ให้เงินพนันออนไลน์เข้าสู่บัญชีธนาคาร หรือเงินจาก Fraud และ Scam ถูกแปลงเป็นเงินสด ทอง หรือ USDT ได้โดยง่าย ก็จะทำให้เกิด “คอขวด” และทำให้การเคลื่อนย้ายเงินผิดกฎหมายมีความยากลำบากมากขึ้น

“เราอาจจะไม่มีอำนาจไปปราบปราม ไม่มีอำนาจไปจับกุม แต่เราสามารถสร้างความยากลำบาก สกัดกั้นเรื่องไม่ดีเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นได้ เราสามารถสร้างคอขวดได้” นายวิทัยกล่าว

นายวิทัย กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงนามในกระดาษ แต่ทุกฝ่ายต้องมี Commitment นำไปปฏิบัติจริง ภายใต้ 5 หลักการ ได้แก่ ผู้นำ (Leadership) ผลักดันเป็นวาระสำคัญขององค์กร, สร้างมาตรฐาน (Standards) ให้มีเกณฑ์ขั้นต่ำที่เหมาะสมและปรับปรุงต่อเนื่อง, พัฒนาเชิงรุก (Proactive Operations) ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเฝ้าระวัง-ตรวจจับความเสี่ยง, ผนึกกำลังทั้งระบบ (Information Sharing & Collaboration) แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปิดช่องโหว่ และป้องกันอย่างสมดุล (Proportionality & Balance) ไม่สร้างภาระเกินจำเป็นต่อประชาชนและธุรกิจ “ไม่ใช่เป็นการลงนามโชว์แล้วก็จบ” โดย ธปท.จะผลักดันการยกระดับมาตรฐาน ขณะที่สมาคมต่างๆ ร่วมกำหนดเกณฑ์ วิเคราะห์ข้อมูล และประสานงานข้ามอุตสาหกรรม เพื่อทำให้ระบบการเงินไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือของธุรกรรมผิดกฎหมายได้ยากขึ้น

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย
ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ช่วงเดือนมกราคมถึงกรกฎาคมที่ผ่านมา ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกว่า 1.9 แสนคดี ความเสียหายกว่า 9,000 ล้านบาท แม้ลดจากปี 2568 จากเฉลี่ย 1,040 คดีต่อวัน เหลือ 902 คดีต่อวัน แต่ยังอยู่ในระดับสูง ขณะที่สแกมเมอร์ปรับกลวิธีซับซ้อนขึ้น ทำให้การปราบปรามยากขึ้น โดยสมาคมธนาคารไทยและสมาชิกจะยกระดับการรู้จักและตรวจสอบลูกค้า พร้อมเชื่อมข้อมูลสัญชาติ-หนังสือเดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้น-ผู้มีอำนาจควบคุมจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อป้องกันการสวมรอย บัญชี “นอมินี” และการปกปิดผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง

นายผยง กล่าวว่า ภาคธนาคารจะจัดทำมาตรฐานกลางในการจัดการบัญชีเสี่ยง ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่มีความเสี่ยงสูง และใช้ข้อมูลพฤติกรรมการทำธุรกรรมจับความผิดปกติเชิงรุก พร้อมเชื่อมข้อมูลระหว่างธนาคาร ภาครัฐ และเอกชน โดยมี 4 มาตรการสกัดเงินเทา ได้แก่ ธปท.คุมร้านทองออนไลน์ ก.ล.ต.กำหนดแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลใช้กฎส่งต่อข้อมูลผู้ทำธุรกรรม ปปง.รายงานธุรกรรมผิดปกติแบบทันที และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเข้มงวดตรวจบริษัทเข้าข่ายนอมินีข้ามชาติ เพื่อเตรียมไทยรับการประเมินมาตรฐานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินจากเอพีจีตามเกณฑ์เอฟเอทีเอฟในปี 2571

ยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA)
ยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA)

นายยอด ชินสุภัคกุล นายกสมาคมการค้าผู้ให้บริการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ไทย (TEPA) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN WONGNAI GROUP และ LINE PAY กล่าวว่า TEPA ซึ่งมีสมาชิกประมาณ 33 ราย ทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ พร้อมยกระดับการป้องกันการใช้ระบบการเงินในทางที่ผิด ภายใต้ 3 หลักการ “ยกระดับ-ความยากลำบาก-อย่างรวดเร็ว” คือ เพิ่มมาตรฐานการตรวจสอบ ทำให้ผู้กระทำผิดใช้ระบบชำระเงินได้ยากขึ้น และเร่งแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงปรับระบบตรวจจับให้ทันต่อกลโกงรูปแบบใหม่ของมิจฉาชีพ

นายยอด กล่าวว่า มี 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ยกระดับการรู้จักและตรวจสอบร้านค้า (KYM) ตลอดช่วงการให้บริการ โดยประเมินความเสี่ยงเป็นระยะ ครอบคลุมร้านค้าหลักและร้านค้าย่อย รวมถึงผู้ให้บริการช่องทางรับชำระเงินและกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับการรู้จักและตรวจสอบผู้ใช้บริการสำหรับบัญชีเงินอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมตรวจสอบสม่ำเสมอ ส่งต่อข้อมูลให้ ธปท.วิเคราะห์ความเชื่อมโยง และจัดตั้งคณะทำงานด้านการทุจริตและความเสี่ยง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและวิเคราะห์กลุ่มบุคคลหรือพฤติกรรมที่เข้าข่ายความเสี่ยง ร่วมกับ ธปท. สมาคมธนาคารไทย และสมาคมอื่นๆ