หน้าแรก เศรษฐกิจ กยท. เร่งยกระ...

กยท. เร่งยกระดับยางพาราไทยสู่ตลาดพรีเมียม ตั้งเป้าดันสวนยาง 350,000 ไร่ ผ่านมาตรฐาน FSC ภายในปี 2570

11.09.26 | 12:19 น.

กยท.เร่งยกระดับยางพาราไทยสู่ตลาดพรีเมียม ตั้งเป้าดันสวนยาง 350,000 ไร่ ผ่านมาตรฐาน FSC ภายในปี 2570

นายดิษฐเดช วัฒนาพร รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า กยท. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาสวนยางให้มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล จึงได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการทำสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้ยั่งยืน ภายใต้มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council) มาตรฐาน PEFCTM (Program for Endorsement of Forest Certification) เพื่อยกระดับยางพาราของไทยขึ้นสู่ตลาดระดับพรีเมียม สอดคล้องกับแนวโน้มความต้องการของตลาด และกระแสการอนุรักษ์ธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ยังทำให้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางของไทย สามารถส่งไปขายในตลาดสหภาพยุโรป (EU) ภายใต้กฎระเบียบ EUDR  (EU Deforestation Regulation) ที่คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2569 นี้อีกด้วย


ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กยท. ได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางให้พัฒนาสวนยางเข้าสู่มาตรฐาน FSC และ PEFC อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมดำเนินการรวม 14 กลุ่ม ครอบคลุมพื้นที่กว่า 80,000 ไร่ โดย กยท. ให้การสนับสนุนงบประมาณสำหรับการตรวจประเมินและรับรองมาตรฐาน เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรได้รับใบรับรอง (Certificate) การจัดการสวนยางตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนของ FSC และ PEFC ซึ่งใบรับรองแต่ละใบมีอายุ 5 ปี และมีค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองและติดตามสถานะประมาณ 500,000 บาทต่อใบรับรองต่อปี หรือประมาณ 2.5 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 5 ปี โดยในรอบการรับรองครั้งแรก กยท. จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่กลุ่มเกษตรกรทั้ง 14 กลุ่มตลอดระยะเวลาดังกล่าว เมื่อครบกำหนดและเข้าสู่การต่ออายุใบรับรองในรอบที่ 2 และรอบต่อๆ ไป กลุ่มเกษตรกรจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาสถานะการรับรองด้วยตนเอง เนื่องจากคาดว่าการจำหน่ายผลผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในราคาพรีเมียม ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดทั่วไป จะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรและเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับรองรับค่าใช้จ่ายในการต่ออายุใบรับรองในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ด้วยขีดจำกัดด้านงบประมาณทำให้ กยท. ไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการขอรับรองมาตรฐานให้แก่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางรายใหม่ได้อย่างทั่วถึง จึงได้ประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการพัฒนาสวนยางให้ได้มาตรฐาน FSC โดยปัจจุบันมีภาคเอกชน 2 รายที่แสดงความประสงค์เข้าร่วมดำเนินการ ได้แก่ บริษัท Agriac และบริษัท CMO Thai ภายใต้เงื่อนไขให้กลุ่มเกษตรกรจำหน่ายผลผลิตยางผ่านระบบตลาดกลางของ กยท. ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณของ กยท. และเปิดโอกาสให้ กยท. ปรับบทบาทไปมุ่งเน้นการส่งเสริมด้านการตลาดมากขึ้น ล่าสุดมีกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมดำเนินการกับทั้ง 2 บริษัทแล้วรวมประมาณ 90,000 ไร่ แบ่งเป็นกลุ่มที่ดำเนินการร่วมกับบริษัท Agriac Global ประมาณ 60,000 ไร่ และบริษัท CMO Thai ประมาณ 30,000 ไร่ ทั้งนี้ กยท. ตั้งเป้าส่งเสริมพื้นที่สวนยางให้ได้รับการรับรองตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ทั้ง FSC และ PEFC รวม 350,000 ไร่ ภายในปี 2570

Advertisement

รองผู้ว่าการด้านปฏิบัติการ กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรที่พัฒนาสวนยางให้เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน ทั้ง FSC และ PEFC จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตยางพาราได้ดียิ่งขึ้น เนื่องจากผลผลิตยางจะเป็นที่ต้องการของตลาด เช่น ผู้ผลิตล้อยางรายใหญ่ของโลกอย่าง Pirelli ที่รับซื้อยางที่ผ่านมาตรฐาน FSC เป็นต้น รวมทั้งยังสามารถจำหน่ายในราคาพรีเมี่ยมสูงกว่าราคายางทั่วไป นอกจากนี้ สวนยางที่ผ่านมาตรฐาน FSC ซึ่งเป็นมาตรฐานภาคสมัครใจ  ยังมีแนวทางการดำเนินงานที่สอดคล้องกับข้อกำหนดของกฎระเบียบ EUDR ซึ่งเป็นกฎหมายที่จะนำมาบังคับใช้สำหรับการนำเข้ายางและผลิตภัณฑ์จากยางของตลาด EU อีกด้วย เพราะมาตรฐาน FSC มีรายละเอียดข้อกำหนดมากกว่า EUDR  เพียงแต่ EUDR จะเพิ่มในส่วนของข้อมูลพิกัดที่ตั้งแปลงสวนยาง และการตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น ดังนั้น ผลผลิตยางจากสวนที่ผ่านมาตรฐาน FSC จึงมีความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดยุโรปเมื่อกฎระเบียบ EUDR มีผลบังคับใช้

สำหรับการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน FSC  มีข้อกำหนดที่เคร่งครัดหลายประการ เช่น จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย สนธิสัญญาภายในประเทศและต่างประเทศต่างอย่างเคร่งคัด จะต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมและภาษีอย่างถูกต้อง  สวนยางพาราต้องมีหลักฐานการถือครองและใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างถูกต้อง ไม่ได้มาจากการตัดไม้ทำลายป่า มีการบริหารจัดการสวนยางต้องถูกต้องตามหลักที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล สวนยางและผลิตภัณฑ์จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนพื้นเมือง ต้องรักษาและส่งเสริมความเป็นอยู่ของพนักงานและชุมชนท้องถิ่นทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจและสวัสดิการความปลอดภัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โอกาสในการจ้างงาน การฝึกอบรม สิทธิต่างๆ ของพนักงาน และผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนท้องถิ่น

นอกจากนี้ จะต้องวางแผนใช้ประโยชน์จากสวนยางพาราให้เกิดประสิทธิภาพสูง ในขณะเดียวกันจะต้องคํานึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคมควบคู่ไปด้วย จะต้องอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมไปถึงความสมดุลทางระบบนิเวศและความสมบูรณ์ของป่าไม้  ต้องจัดทําแผนการจัดการสวนยางพาราที่ชัดเจน และมีการตรวจสอบอยู่สม่ำเสมอ  รวมทั้งยังจะต้องดําเนินการตรวจสอบติดตามพร้อมศึกษาวิเคราะห์สวนยางพาราอย่างใกล้ชิด และเหมาะสมกับขนาดและปัจจัยต่างๆของสวนยางพารา  ลดการใช้สารเคมี  ไม่ใช้แรงงานเด็ก ส่งเสริมการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าธรรมชาติ และลดแรงกดดันต่อป่าทรัพยากรธรรมชาติให้ได้มากที่สุด