สรรพากรเก็บภาษี 11 เดือน ทะลุ 2.16 ล้านล้าน สูงกว่าปีก่อน 7.2% ชี้ VAT นำเข้าน้ำมันดันยอดพุ่ง
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยภายในงานแถลงข่าวผลงานของกรมสรรพากรในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า กรมสรรพากรสามารถจัดเก็บภาษีสะสมตั้งแต่ ตุลาคม 2568 – สิงหาคม 2569 ได้ 2,162,122 ล้านบาท คิดเป็น 88.35% ของประมาณการรายได้ทั้งปีงบประมาณซึ่งกำหนดไว้ที่ 2,447,100 ล้านบาท ทั้งนี้ ผลการจัดเก็บภาษีสะสมถึง สิงหาคม 2569 สูงกว่าปีก่อน 144,373 ล้านบาท หรือ 7.2% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 77,236 ล้านบาทหรือ 3.7% โดยแบ่งได้ดังนี้
1.ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) คิดเป็น 990,794 ล้านบาท หรือ 45.83%
2.ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 646,259 ล้านบาท หรือ 29.89%
3.ภาษีเงินได้นิติบุคคล 424,684 ล้านบาท หรือ 19.64%
4.ภาษีธุรกิจเฉพาะจัดเก็บได้ 58,620 ล้านบาท หรือ 2.71%
5.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 24,012 ล้านบาท หรือ 1.11%
6.อากรแสตมป์ 15,674 ล้านบาท หรือ 0.72%
7.ภาษีการรับมรดก 1,437 ล้านบาท หรือ 0.07%
8.รายได้อื่นๆ 642 ล้านบาท หรือ 0.03%
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ดังกล่าวสะท้อนว่า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็น 3 แหล่งรายได้สำคัญของการจัดเก็บภาษี โดยรวมกันคิดเป็นสัดส่วนกว่า 95% ของรายได้ภาษีสะสมถึงเดือนสิงหาคม 2569 สำหรับเป้าหมายการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2570 นั้น ได้ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 2.501 ล้านล้านบาท สำหรับผลการจัดเก็บภาษีในเดือนกันยายน 2569 คาดว่า เมื่อรวมกันกับผลการจัดเก็บภาษีสะสม 11 เดือนแล้ว จะสามารถจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ได้สูงกว่าปีก่อนและสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ
“ช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ภาษีที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้มากที่สุดมีอยู่ 2 ตัวหลัก หากดูจากข้อมูลที่ผ่านมา ส่วนแรกคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งต้องยอมรับความจริงตรงๆ ว่า ส่วนหนึ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากการนำเข้านำ้มันและผลกระทบจากราคาพลังงาน ต้องบอกก่อนว่าการจัดเก็บที่เพิ่มขึ้นตรงนี้ กรมสรรพากรไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดาแต่อย่างใด เพราะเข้าใจดีว่าเป็นการเพิ่มภาระให้ประชาชน แต่โดยสภาพการณ์แล้วมันจำเป็นต้องเป็นไปตามนั้น ไม่ว่าจะเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าหรือภาษีมูลค่าเพิ่มในประเทศก็ตาม และอีกส่วนหนึ่งคือภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งเป็นภาษีอีกตัวที่กรมสรรพากรจัดเก็บได้เพิ่มขึ้น” นายสมศักดิ์ กล่าว
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กรมสรรพากรได้ดำเนินการสำรวจผู้มีหน้าที่เสียภาษีที่ยังอยู่นอกระบบภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมของการจัดเก็บภาษี โดยในช่วง 11 เดือน ของปีงบประมาณ 2569 ที่ผ่านมา ได้นำผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้นอีก 173,579 ราย สูงกว่าเป้าหมายของทั้งปีงบประมาณที่กำหนดไว้ที่ 149,026 ราย ซึ่งในจำนวนนี้เป็นผู้ประกอบการออนไลน์ 56,091 ราย สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 55,125 ราย
“รายใหม่ที่เข้ามา 56,091 ราย คือผู้ประกอบการออนไลน์ที่ไม่มีสถานประกอบการทางกายภาพ ส่วนรายที่มีทั้งหน้าร้านและออนไลน์จะรวมเป็น 1 ราย ทั้งนี้ ผู้ยื่นแบบภาษีเฉลี่ยเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าประมาณ 5% ต่อปี จากฐาน 12 ล้านกว่าๆ เพิ่มปีละ 4-5 แสนราย ส่วนใหญ่เป็นรายใหม่จากผู้ประกอบการออนไลน์ครับ ซึ่งปีนี้เข้ามา 170,000 ราย“ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า กรมได้ออกมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาลอย่างต่อเนื่องหลายมาตรการ แบ่งเป็น 1. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการ เช่น มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ โดยการขยายระยะเวลาการให้หักรายจ่ายการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และระบบ e-Withholding Tax ได้ 2 เท่า, มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุน Digital Transformation ของ SMEs 2. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เช่น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการศึกษา, มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการกีฬา โดยการขยายระยะเวลาการให้หักลดหย่อนและหักรายจ่ายการบริจาคให้แก่องค์กรกีฬาระดับประเทศและระดับจังหวัดผ่านระบบ e-Donation ได้ 2 เท่า
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า 3. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาสังคม 4. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมให้ครัวเรือนใช้พลังงานทดแทน โดยการให้หักลดหย่อนค่าซื้อและค่าติดตั้ง Solar Rooftop ได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ได้จนถึง ปี 2571 , มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการอนุรักษ์พลังงาน โดยการให้หักค่าใช้จ่ายและรายจ่ายการลงทุนในเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงหรือวัสดุ หรืออุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน (ฉลาก 5 ดาว) ได้ 1.5 เท่า และ 5. มาตรการภาษีที่ส่งเสริมและสนับสนุนการศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เช่น มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการซื้องานศิลปะ โดยการให้หักลดหย่อนค่าซื้องานศิลปะด้านทัศนศิลป์ ได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาทในแต่ละปีภาษี
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ด้านการพัฒนาบริการดิจิทัล กรมสรรพากรสามารถพัฒนาบริการให้ตรงตามความต้องการของผู้เสียภาษีมากขึ้น สะท้อนจากจำนวนผู้ใช้บริการดิจิทัลต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริการ e-Filing มีสัดส่วนการใช้งานคิดเป็น 96.05% ของการยื่นแบบแสดงรายการภาษีทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่อยู่ที่ 94.52% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่กรมสรรพากรเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลสำหรับการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Pre-fill) ผ่านระบบ D-MyTax สำหรับบริการ e-Tax Invoice & e-Receipt ปัจจุบันมีผู้ประกอบการใช้บริการ 22,259 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 4,719 ราย หรือเพิ่มขึ้น 26.90% และครอบคลุมสถานประกอบการ 207,965 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 8,810 แห่ง หรือเพิ่มขึ้น 4.42% ขณะที่บริการ e-Withholding Tax มีผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายใช้บริการ 20,240 ราย เพิ่มขึ้นจากปี 2568 จำนวน 2,755 ราย หรือเพิ่มขึ้น 15.76%
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากรยังได้เปิดบริการดิจิทัลใหม่และขยายการให้บริการเพิ่มเติม โดยขยายบริการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่าน Open API ให้รองรับแบบ ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91, ภ.ง.ด.54, ภ.พ.30 และ ภ.พ.36 รวมถึงขยายบริการ e-Stamp Duty สำหรับตราสารที่เป็นกระดาษ ได้แก่ อ.ส.4, อ.ส.4ก และ อ.ส.4ข ผ่านเว็บไซต์และ Open API ขณะเดียวกัน กรมสรรพากรยังเปิดบริการ e-Filing สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีมรดก (ภ.ม.60) เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้เสียภาษีและรองรับการให้บริการด้านภาษีผ่านช่องทางดิจิทัลมากยิ่งขึ้น

