บอร์ด Connect the Dots ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินปราบมิจฉาชีพ เชื่อมข้อมูลหลังบ้าน 7 หน่วยงาน
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ คณะกรรมการ Connect the Dots ว่า การจัดตั้งคณะกรรมการ Connect the Dots มีเป้าหมายเพื่ออุดช่องโหว่จากกลุ่มมิจฉาชีพที่มักอาศัยรอยต่อของระบบข้อมูลทางการเงินจากหลากหลายหน่วยงานในการหลอกลวงประชาชน ล่าสุด วันนี้ที่ประชุมมีมติ 3 เรื่อง ได้แก่
1.ยกระดับการยืนยันตัวตนให้เป็นมาตรฐานสากล มุ่งมั่นทำตาม คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินอย่างสิงคโปร์หรืออังกฤษ ทั้งการทำ KYC หรือ กระบวนการที่สถาบันการเงินหรือผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลใช้ ตรวจสอบตัวตนของลูกค้า และ EDD หรือกระบวนการตรวจสอบสถานะของลูกค้าหรือคู่ค้าอย่างละเอียดรอบคอบขั้นสูง ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
2.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทางการเงิน โดยนำข้อมูลจาก 7 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.), สมาคมธนาคารไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำข้อมูลมาเชื่อมโยงกัน และแก้ไขปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินในอีก 4 เรื่อง ดังนี้
เรื่องที่ 1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยให้ลูกค้าหรือประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลสามารถให้ความยินยอม (Consent) ในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดความเสี่ยงและป้องกันการถูกโกง
เรื่องที่ 2 การทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้นักวิเคราะห์ข้อมูล นำไปคาดการณ์พฤติกรรมของโจรหรือมิจฉาชีพที่พยายามมุดทำธุรกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ เช่น ธปท. ออกเกณฑ์ควบคุมธุรกกรมการเงิน ที่มากกว่า 5 ล้านบาท
เรื่องที่ 3 ระบบบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ ซึ่งคือระบบที่บูรณาการช่องทางรับแจ้งเหตุต่างๆ เช่น 1441, สถานีตำรวจ หรือธนาคาร ให้เชื่อมโยงระบบหลังบ้านเข้าด้วยกัน ทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุเพียงครั้งเดียวผ่านทางช่องทางไหนก็ได้ โดยระบบจะออก Case ID เดียวกันและส่งข้อมูลไปยังทุกหน่วยงานทันทีโดยไม่ต้องแจ้งซ้ำ
เรื่องที่ 4 ระบบระงับและอายัดธุรกรรมทันท่วงที โดยเชื่อมโยงข้อมูลเมื่อเกิดเหตุเพื่อระงับธุรกรรมและอายัดเส้นทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันความเสียหายก่อนมิจฉาชีพจะย้ายเงินหนี
และ 3. การมอบหมายการออกแบบระบบ โดยมอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการออกแบบระบบ หรือ Master Plan ร่วมกับทุกหน่วยงาน ภายใน 30 วัน เพื่อให้มีมาตรฐานข้อมูลและการแลกเปลี่ยนข้อมูลเดียวกัน
“ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านหลายช่องทาง แต่ข้างหลังบ้านทุกระบบจะเชื่อมโยงกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน นี่เป็นการยกระดับครั้งสำคัญ และจากเดิมที่ตำรวจเมื่อทำเคสต้องออกหนังสือขอข้อมูลจาก 10 หน่วยงาน เพื่อรวบรวมทำเคสทำสำนวน ต่อไปเมื่อมีระบบฐานข้อมูลกลาง จะเชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้านทันที ช่วยให้ป้องกันความเสี่ยง อายัดเงินได้เร็วขึ้น ประเทศไทยจะมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีมาตรฐานและปลอดภัย และข้อมูลนี้ยังนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนที่ขาดโอกาสได้อีกด้วย” นายเอกนิติ กล่าว

นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวว่า ส่วนความกังวลเรื่องผลกระทบต่อประชาชนบริสุทธิ์จากการถูกอายัดบัญชีผิดพลาด ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและ ปปง. ยืนยันว่า การตัดวงจรจะพิจารณาจาก “เส้นทางการเงิน”เป็นหลัก หากผู้บริสุทธิ์ถูกบล็อกบัญชี สามารถนำหลักฐานมาชี้แจงเพื่อปลดล็อกได้ทันที ขณะที่กลุ่มที่ไม่ยอมมาชี้แจงเกิน 3-4 เดือน มักเป็นกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัญชีม้าจริง
ทั้งนี้ ข้อมูลจากที่ประชุมระบุว่า การดำเนินงานตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา สามารถลดปริมาณสแกมเมอร์ได้แล้วกว่า 50% และการสร้างฐานข้อมูลการเงินที่ได้มาตรฐานในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยปราบอาชญากรรมแล้ว ยังจะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการสินเชื่อในระบบได้ดียิ่งขึ้นในอนาคต


