หน้าแรก เศรษฐกิจ พูนพงษ์ ว่าที...

พูนพงษ์ ว่าที่ปลัดพาณิชย์ เปิด 9 ภารกิจด่วน พุ่งเป้าช่วยเอสเอ็มอี-ดันส่งออก-เลือกคนให้เหมาะกับงาน

15.09.26 | 14:33 น.

ว่าที่ปลัดพาณิชย์ ‘พูนพงษ์’ เปิด 9 ภารกิจเร่งด่วน พุ่งเป้าช่วยเอสเอ็มอี-ดันส่งออก-ปราบนอมินี-เลือกคนให้เหมาะสมกับงาน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 จะยึดหลักการงานหลัก 9 ภารกิจเร่งด่วน เพื่อรองรับการค้าโลกและกติการการแข่งขันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงปัจจัยที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ อิทธิพลจากเทคโนโลยี ทุกประเทศปรับรูปแบบทางการค้าที่เน้นกระจายความเสี่ยง ประเด็นสิ่งแวดล้อม โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงส่งผลต่ออุปทานแรงงานและอุปสงค์ในตลาด ดังนั้น ประเทศต้องปรับตัวและรับมือให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ซึ่ง 9 ภารกิจเร่งด่วนที่กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการ ได้แก่


1.ดูแลค่าครองชีพให้เหมาะสม โดยใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการค้าเข้ามาบริหารจัดการไม่ให้ราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการดำรงชีพในชีวิตประจำวันของประชาชนสูงเกินสมควร ผ่าน 3 มาตรการหลัก คือควบคุมและติดตามราคาสินค้าที่มีความจำเป็น ลดราคาสินค้าช่วยประชาชนผ่านมาตรการเชิงรุกโครงการต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ และ ดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการไทย

2.สร้างความเป็นธรรมทางการค้าแก่ทุกภาคส่วน โดยจัดระเบียบและกำกับดูแลกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ดำเนินไปด้วยความโปร่งใสเติบโตไปด้วยกัน และไม่เอารัดเอาเปรียบระหว่างกัน โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันไม่ให้ทุนใหญ่ที่มีอำนาจทางการตลาดที่เหนือกว่ามาสร้างความได้เปรียบหรือกีดกันทางการค้าแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) และดูแลไม่ให้เกิดการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรจนขาดทุน เพื่อสร้างความสมดุลและเป็นธรรมให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย รวมถึง การคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

3.สร้างโอกาสและเสริมศักยภาพ SME ผู้ประกอบการ SME ถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน มูลค่าการส่งออกของ SMEs ไทย มีสัดส่วนเพียง 14% ของมูลค่าการส่งออกรวม จะมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก การขยายช่องทางทางการค้า : ผลักดัน SME เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก และ e-Commerce โดยบูรณาการร่วมกันระหว่างทุกกรมในกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการควบคู่ไปกับการบ่มเพาะศักยภาพเชิงลึก ตามศักยภาพของ SME ที่มีความแตกต่างกัน ทั้งขนาดและศักยภาพเพื่อให้ตอบโจทย์และเพิ่มขีดความสามารถให้กับ SME ไทย โดยเฉพาะ SME ที่มีความพร้อม เพื่อให้สามารถออกไปสู่ตลาดโลกได้ โดยสนับสนุนให้รายเล็กเป็นรายกลางและรายกลาง เป็นรายใหญ่ เร่งปรับทิศทางสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) โดยเน้นทส่งเสริมคุณภาพและเพิ่มมูลค่าควบคู่กับจำนวนรายการปัจจุบัน

Advertisement

“ไทยวันนี้มี SMEs 3.28 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมด จ้างงานรวม 13 ล้านคน และสร้างจีดีพี 34.8 % โดย 7 เดือนแรกปี 2569 ส่งออกของ SMEs มีมูลค่า 32,817.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 14.2% ของส่งออกรวม ภารกิจจากนี้กระทรวงพาณิชย์ คือ การเป็นพี่เลี้ยงและสปริงบอร์ด ช่วย SME สตาร์อัพ และร้านค้าชุมชนให้เข้มแข็ง โดยเน้น 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1.เสริมแกร่งด้วยดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ ทั้งการเสริมสร้างความรู้และสนับสนุนให้ใช้ช่องทางออนไลน์ขยายตลาด การไลฟ์สดขายสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า 2.ขยายช่องทางการตลาดและพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งของตนเองและแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ 3.ยกระดับการบริหารจัดการและการเงิน เช่น การเข้าไปช่วยพัฒนาร้านค้าปลีกดั้งเดิมให้เป็นร้านค้าปลีกสมัยใหม่ 4. ส่งเสริมให้มีการส่งออกสินค้าด้วยโมเดล SME Pro-active เดินทางเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศและระดับนานาชาติ หรือ การเจรจาการค้าในต่างประเทศ โดยมีกระทรวงพาณิชย์ช่วยหาคู่ค้าและเข้าช่วยทุกขั้นตอนในการเจรจาการค้าเพื่อลดความเสี่ยงในการเริ่มต้นการส่งออก” นายพูนพงษ์ระบุ

4.เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ แม้ภาพรวมมูลค่าการส่งออกของไทยจะเติบโตและทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องมาหลายปี แต่เมื่อเจาะลึกดูจริงๆ จะพบว่า ผู้ประกอบการที่เป็นของคนไทยทั้งหมด มีสัดส่วนประมาณ 25% เท่านั้น ดังนั้น ก้าวใหม่ของการส่งออกไทยจะเปลี่ยนวิธีเป็น ชี้นำด้วยความต้องการของตลาดโลก กระทรวงพาณิชย์เน้นนำข้อมูลเชิงลึกของตลาดต่างประเทศมาชี้เป้าให้เกษตรกรและผู้ประกอบการไทยว่าตลาดโลกต้องการอะไร สินค้าแบบไหน และมาตรฐานอย่างไร เพื่อให้สามารถวางแผนการผลิตในแต่ละพื้นที่ได้ตรงจุด ตอบโจทย์ผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ และสร้างรายได้กลับคืนสู่คนไทยอย่างแท้จริง นอกจากนี้ จะเน้นการสร้างมูลค่าที่เป็นสินค้านวัตกรรมและบริการคุณภาพสูงในตลาดระดับกลาง-สูง ผลักดันให้ผู้ประกอบการ/ผู้ส่งออกไทยสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก (Global Value Chain) ได้อย่างยั่งยืน ได้แก่ 4.1 ยกระดับสินค้าจากเชิงปริมาณสู่นวัตกรรมและมูลค่าสูง เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร โดยใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และงานวิจัยมายกระดับให้เป็นสินค้ามูลค่าสูง เช่น อาหารแห่งอนาคต อาหารฟังก์ชัน และสารสกัดเพื่อการแพทย์ 4.2) ยกระดับภาคบริการศักยภาพสูง เช่น ธุรกิจ Soft Power และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ คอนเทนต์ไทย (ภาพยนตร์ ซีรีย์ แอนิเมชัน และเกม) ธุรกิจบริการทางการแพทย์และสุขภาพ

5.เร่งรัดการเจรจาการค้าสำคัญ โดยเฉพาะ FTA ไทย-สหภาพยุโรป ปัจจุบันไทยมีความตกลงทางการค้า (FTA) จำนวน 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ โดยแบ่งเป็นความตกลงระดับทวิภาคี 9 ฉบับ ประกอบด้วย ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เปรู ชิลี อินเดีย ศรีลังกา (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) EFTA สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (ไอซ์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ สวิตเซอร์แลนด์) (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) และภูฏาน (ลงนามแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการภายในเพื่อให้ความตกลงมีผลบังคับใช้) ระดับภูมิภาค 8 ฉบับ ประกอบด้วย ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-เกาหลีใต้ ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-จีน ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาเซียน จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเกาหลีใต้) ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น และความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-อินเดีย

6.ป้องกันและปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย เป็นภารกิจที่ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเข้มข้น โดยเน้นที่การบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ผลักดันให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้า และปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มทุนสีเทาหรือสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย ผ่านกลไกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย 2569 ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และ 23 หน่วยงาน เน้น 2 กลยุทธ์หลัก 6.1) การปราบปรามธุรกิจนอมินีและทุนต่างชาติผิดกฎหมาย โดยเน้นที่การตรวจเข้มป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนการจดทะเบียนนิติบุคคล การใช้เทคโนโลยีและระบบฐานข้อมูลช่วยวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจกลุ่มเสี่ยง คัดกรองบริษัทกลุ่มเสี่ยงและเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การตรวจสอบมีความสมบูรณ์สูงสุด และการกำหนดบทลงโทษที่รุนแรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเข้มงวด 6.2 การสกัดกั้นและทำลายสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่ได้มาตรฐาน เพื่อปิดประตูไม่ให้สินค้าที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำลายเศรษฐกิจประเทศ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เสมอภาค จะทำให้สังคมเกิดสองมาตรฐาน เลือกปฏิบัติ และสร้างเงื่อนไขระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันได้โดยง่าย ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น

7.ยกระดับบริการให้สะดวก รวดเร็ว ทันสมัย ปรับโฉมกระทรวงพาณิชย์สู่ดิจิทัลเพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เน้นลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และลดต้นทุนผู้ประกอบการและประชาชนในการติดต่อราชการ สร้างความง่ายในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการบริหารงานราชการทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน ส่งผลถึงการลดการเรียกรับผลประโยชน์ที่จะทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย ซึ่งการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์จะเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบกระดาษไปสู่การบริการผ่านระบบเทคโนโลยี ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนได้รับความสะดวก รวดเร็ว และก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกการค้าและกติกาการค้าโลกยุคใหม่

8.แก้ไข กฎ ระบียบ ให้ทันสมัย เอื้อต่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปรับปรุงกฎระเบียบและคำสั่งที่ล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือเป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน รวมทั้ง ไม่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และไม่ตอบโจทย์การดำเนินธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย เปรียบเสมือนการเปิดประตูให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่โลกการค้าได้ด้วยความมั่นใจ โดยมีกฎและระเบียบที่ปรับปรุงเป็นหน่วยสนับสนุนให้บรรลุวัตถุประสงค์และได้เปรียบทางการค้า ช่วยลดช่องว่าง และสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ควรต้องมีการปรับเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ และตามพลวัตรทางสังคมที่เปลี่ยนไป บางเรื่องอาจเหมาะสมในยุคสมัยหนึ่ง เมื่อมีเปลี่ยนแปลงก็จำเป็นต้องยกเลิกหรือปรับปรุงของเดิม เนื่องจากไม่เหมาะสมและไม่สอดคล้องกับปัจจุบัน ซึ่งท้ายที่สุดอาจส่งผลต่อการลดความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในสายตาของประชาคมโลกได้

และ 9.ดูแลและสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ภารกิจสุดท้ายแต่สำคัญที่สุด เพราะไม่มีนโยบายใดจะสำเร็จได้เลยหากปราศจากคน ซึ่งเป็นหัวใจและกำลังสำคัญของกระทรวงพาณิชย์ กองทัพจะเดินหน้าและรบชนะได้ เจ้าหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ทั้งส่วนกลาง พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทั่วโลก ต้องได้รับการดูแลและสนับสนุนอย่างเต็มที่ การจัดทัพและวางคนให้เหมาะสมกับความสามารถ พร้อมทั้งส่งมอบเครื่องมือ ตัวช่วย และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อให้ทุกคนทำงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ สำคัญที่สุดคือต้องมีระเบียบและกลไกรองรับที่ชัดเจน เพื่อคุ้มครองให้ข้าราชการและคนทำงานทุกคนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ด้วยความสบายใจ โปร่งใส ปลอดภัย ไม่ต้องกังวลเรื่องผลกระทบย้อนหลัง และคนที่ตั้งใจทำงานจริงก็จะต้องได้รับการเชิดชูและเติบโตด้วยระบบคุณธรรม เพื่อให้ทุกคนมีพลังใจพร้อมรับใช้ประชาชนอย่างเต็มภาคภูมิ