กขค. เดินหน้ารับฟังเสียงผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) และบริการจัดส่งออนดีมานด์ หลังรับฟังไรเดอร์ – ร้านอาหารแล้ว หวังออกแบบกติกาที่สมดุล โปร่งใส และเป็นธรรม ด้านแพลตฟอร์มเห็นด้วยกับหลักการสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรม ชี้ “GP ไม่ใช่กำไร” แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างต้นทุน พร้อมกังวลกฎเกณฑ์รัฐหลายหน่วยงานอาจทับซ้อน เสนอรัฐบูรณาการการกำกับดูแล และดึงผู้เล่นนอกระบบเข้าสู่กติกาเดียวกัน ขณะที่ กขค. ย้ำชัดไม่กำหนดเพดานราคา แต่ต้องสร้างมาตรฐานการให้บริการและการแข่งขันที่เป็นธรรม
นางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) และประธานอนุกรรมการกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสภาพการแข่งขันในตลาดเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม (Ride-hailing) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (สำนักงาน กขค.) ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงลึกในรูปแบบ Focus Group จากผู้ประกอบธุรกิจให้บริการแพลตฟอร์มในระบบนิเวศตลาดบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ โดยมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลเรียกรถโดยสาร บริการรับส่งอาหาร และจัดส่งออนดีมานด์ เข้าร่วมหลายราย
การรับฟังความคิดเห็นจากแพลตฟอร์มครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงจากผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อนำไปประกอบการจัดทำข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร หลังตลาดมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ระบบจัดสรรงาน ความโปร่งใสของอัลกอริทึม และเงื่อนไขทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยสำนักงาน กขค. ตั้งเป้าหมายให้เกิดกติกาที่ โปร่งใส เป็นธรรม และรักษาสมดุลระหว่างผู้บริโภค ร้านค้า ไรเดอร์ และแพลตฟอร์ม คาดว่าจะสรุปเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อที่ประชุม กขค. ภายในเดือนตุลาคมนี้
แพลตฟอร์มแจง ‘GP ไม่ใช่กำไร’ ต้องมองต้นทุนทั้งระบบ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มสะท้อน คือความเข้าใจเกี่ยวกับค่า GP ซึ่งแม้จะเป็นรายได้ที่มาจากการประกอบธุรกิจแต่ไม่ควรถูกมองว่าเป็น “กำไรของแพลตฟอร์ม” ทั้งหมด เนื่องจากแพลตฟอร์มยังมีต้นทุนจำนวนมาก ทั้งค่าตอบแทนไรเดอร์ ระบบและเทคโนโลยี การตลาดและโปรโมชั่น รวมถึงต้นทุนบุคลากรและทีมงาน ดังนั้น การพิจารณา GP เพียงด้านเดียวอาจไม่สะท้อนโครงสร้างต้นทุนและรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่แท้จริงของแพลตฟอร์ม และอาจนำไปสู่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในการออกแบบมาตรการกำกับดูแล
ขณะเดียวกัน แพลตฟอร์มยังทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ที่ต้องรักษาสมดุลของผู้เล่น 3 ฝ่าย ได้แก่ ผู้บริโภค ร้านอาหาร และไรเดอร์ โดยต้องดูแลทั้งค่าตอบแทนที่จูงใจไรเดอร์ ต้นทุน GP ที่ร้านค้าสามารถรับได้ และค่าบริการที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ หากต้นทุนเพิ่มขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งย่อมส่งผลกระทบต่ออีกสองฝ่ายเสมอ แพลตฟอร์มจึงเป็นเหมือนตัวกลางในการรักษาสมดุลในระบบนิเวศนี้
หวั่นกฎรัฐหลายหน่วยงานทับซ้อน – เสนอ “กำกับแบบบูรณาการ”
ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มยังแสดงความกังวลต่อการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ทั้งกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม กระทรวงแรงงาน สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และสำนักงาน กขค. ซึ่งหากข้อกำหนดหรือกฎระเบียบมีความทับซ้อนหรือไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเกิดความสับสนในการปฏิบัติและเพิ่มภาระต้นทุนโดยไม่จำเป็น จึงเสนอให้หน่วยงานรัฐร่วมกันออกแบบระบบกำกับดูแลแบบบูรณาการ ให้มีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ลดความทับซ้อน และไม่สร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์ม
นอกจากนี้ ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มยังเสนอให้การกำกับดูแลครอบคลุมผู้เล่นทุกราย
ในตลาดรวมถึงผู้เล่นนอกระบบ เนื่องจากผู้ประกอบธุรกิจในระบบมีต้นทุนจากการปฏิบัติตามมาตรฐานต่าง ๆ เช่น ต้นทุน GPS ประกันอุบัติเหตุ การตรวจสอบผู้ขับขี่ และมาตรฐานความปลอดภัย ขณะที่ผู้เล่นนอกระบบอาจไม่ได้รับภาระในระดับเดียวกัน ดังนั้น กติกาหรือข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการที่ กขค. กำลังดำเนินการ จึงควรครอบคลุมผู้เล่นทุกรายในตลาดเดียวกัน เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม
กขค. ย้ำไม่คุมราคา แต่สร้าง “กติกาเดียว” ให้ตลาดเติบโตอย่างยั่งยืน
นางวรวรรณ กล่าวย้ำว่า เป้าหมายของ กขค. ในการกำกับดูแลตลาดเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม (Ride-hailing) และบริการจัดส่งออนดีมานด์ ไม่ใช่การกำหนดเพดานราคา แต่เป็นการสร้างมาตรฐานการให้บริการ สร้างความโปร่งใส และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจและคู่ค้าทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม โดยกติกาที่จะพัฒนาขึ้นต้องไม่กลายเป็นภาระต้นทุนใหม่ ไม่สร้างกำแพงกีดกันผู้ประกอบการรายเล็กหรือผู้เล่นรายใหม่ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล แต่ต้องทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างความเป็นธรรม รักษาสมดุลของระบบนิเวศ และส่งเสริมการแข่งขันในตลาดอย่างเข้มแข็ง
ทั้งนี้ สำนักงาน กขค. จะนำความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาวิเคราะห์และประมวลผล เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย โดยคาดว่าจะสรุปและเสนอต่อที่ประชุม กขค. ภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเดินหน้าสู่การกำกับดูแลที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างสนามแข่งขันที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว




