เปิดผลสำรวจชาวเน็ตไทย 33.35% ผวาจะตกงาน หลังใช้ AI คิดแทนงานสร้างสรรค์ หวั่นเข้ามาทำงานแทน
เมื่อวันที่ 16 กันยายน จากรายงาน Global AI Diffusion ฉบับล่าสุดของไมโครซอฟท์ พบว่าสัดส่วนการใช้งาน AI อย่างจริงจังในกลุ่มประชากรวัยทำงานทั่วไทย เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 มาเป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของสัดส่วนผู้ใช้ AI สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามหลังเพียงเกาหลีใต้ ที่มีอัตราเติบโต 43.2% และนำหน้าญี่ปุ่นที่คิดเป็นอัตราเติบโต 34.1%
จากรายงานอัตราการเติบโตในการใช้ AI ในประเทศไทย ดังกล่าว “เรียลวอทช์ แล๊ป (RealWatch Lab)” ส่วนวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล (Research and Data Analytics) บริษัท เรียล สมาร์ท จำกัด(มหาชน) บริษัท ด้าน AI-Data Driven Technology ได้สำรวจการใช้งาน AI ของชาวเน็ตไทยที่เผยแพร่สาธารณะผ่านทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้งาน AI และความกังวลในการใช้ AI ของชาวเน็ตไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม-31 สิงหาคม 2569
พบว่า มีการพูดถึง AI จำนวนทั้งสิ้น 26,399 ข้อความ แบ่งเป็นส่วนที่เขียนเรื่องทั่วไปเกี่ยวกับ AI จำนวน 17,414 ข้อความ และ ส่วนที่เขียนถึงการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันและการทำงานจำนวน 4,107 ข้อความ และ เป็นส่วนที่เขียนถึงความกังวลและผลกระทบจาก AI จำนวน 4,878 ข้อความ
จากผลการสำรวจในส่วนของการนำ AI ไปใช้ในการทำงาน พบว่า 5 อันดับแรกที่ชาวเน็ตไทยใช้งาน AI ได้แก่
อันดับแรก เป็นการใช้งานไปในงานสร้างสรรค์ คิดเป็นสัดส่วน 36.01% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้งาน AI ในการสร้างคลิปวีดีโอ เป็นสื่อการเรียน การสอน, ใช้ AI ช่วยเล่น FM (Football Manager) หรือ เกมส์วางแผนจัดการทีมฟุตบอล, ใช้ AI ในการทำคลิปขายของ online เป็นต้น
อันดับสอง ใช้ AI เป็นเครื่องมือช่วยในการทำงานด้านเอกสารคิดเป็นสัดส่วน 31.07% โดยข้อความระบุว่า ใช้งาน AI ด้านการจัดการเอกสารทำได้เร็วมาก, ใช้ AI ในการเขียนสคริป และ วิเคราะห์งานให้ลูกค้า, ใช้ AI สรุปงานทำได้เร็วมาก เป็นต้น
อันดับสาม ใช้ในการปรับกระบวนการทำงานในองค์กร คิดเป็นสัดส่วน13.61% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาวางแผนทำ Workflow ในงานทำได้เร็วมาก, ใช้ในการช่วยวางแผนออกแบบโครงสร้างทำได้ดีมาก เป็นต้น
อันดับสี่ นำมาใช้ช่วยในการเรียน การสอน คิดเป็นสัดส่วน 11.08% โดยข้อความระบุว่า ใช้ AI มาช่วยทำการบ้าน, ช่วยให้ทำการบ้านได้เร็วขึ้น AI เป็นเครื่องมือในการค้นข้อมูลได้เร็วมาก เป็นต้น
อันดับห้า ใช้ AI ในการวิเคราะห์และประมวลผลข้อมูลเฉพาะทาง คิดเป็นสัดส่วน 8.23% โดยข้อความระบุว่า ใช้มาช่วยในการวิเคราะห์ตลาดหุ้น, เอาข้อมูลหุ้นเก่ามาให้ AI ประมวลผลคาดการณ์ราคาในอนาคต, นำมาช่วยแก้ไขการออกแบบ Code, สถาปนิก ใช้ AI ช่วยคำนวณการออกแบบโครงสร้าง เป็นต้น
นอกจากประเด็นเรื่องการใช้งานแล้ว จากการสำรวจยังพบว่า ชาวเน็ตไทยทั้งผู้ที่ใช้งาน AI และ ไม่ได้ใช้งาน AI ยังคงมีความกังวลในการใช้งาน AI ในหลากหลายประเด็น โดย 5 ประเด็นหลักที่มีการพูดถึงในโซเชียล มีเดียสูงสุดได้แก่
อันดับแรก เป็นความกังวลว่าจะตกงาน เพราะ AI มาทำงานแทนคน มีความกังวลสูงสุดที่ 33.35% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า AI มาทำงานแทนคน แล้วคนจะไปทำอะไร, ตกงานกันหมดทั้งคนเก่าคนใหม่, ใครใช้ AI เก่ง ได้ไปต่อ เป็นต้น
อันดับสอง เป็นความกังวลเรื่องความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน AI คิดเป็นสัดส่วน 30.96% โดยข้อความระบุว่า AI ตอบผิดมากเยอะเลย, AI เป็นแค่เครื่องมือ เวลาใช้งานต้องระวัง, AI มันคิดนอกกรอบไม่ได้, ใช้งาน AI ต้องระวัง ทำผิดบ่อย เป็นต้น
อันดับสาม เป็นความกังวลเรื่องผลกระทบระยะยาวกับเศรษฐกิจและสังคม คิดเป็นสัดส่วน 15.15% โดยระบุว่า AI เป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพ สร้างผลกระทบทางสังคม, AI เป็นโจรมาก เยอะเลย, AI จะทำให้คนตกงานเยอะสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจในระยะยาว เป็นต้น
อันดับสี่ เป็นความกังวลว่าทักษะของมนุษย์จะลดลงเพราะพึ่งพา AI มากเกินไป คิดเป็นสัดส่วน 15.03% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้แต่ AI อย่างนี้ก็ไม่ต้องใช้สมองแล้ว, AI ทำให้มนุษย์คิดน้อยลง, ส่งเสริมแต่ AI ไม่ส่งเสริมให้คนใช้ปัญญา เป็นต้น
อันดับห้า เป็นความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล คิดเป็นสัดส่วน 5.51% โดยข้อความส่วนใหญ่ระบุว่า ใช้ AI แล้ว ข้อมูลส่วนตัวจะรั่วไหลไหม, ข้อมูลเราจะโดนแฮกไหม, AI จะแอบขายข้อมูลเราไหม เป็นต้น
จากผลสำรวจทั้งการใช้งานและความกังวลในการใช้งานสะท้อนให้เห็นว่า ชาวเน็ตไทยมีความเข้าใจในการทำงานของ AI และมีการนำ AI เข้ามาใช้งานเพื่อตอบโจทย์กับการทำงานในด้านต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้มากขึ้น และ มีความเข้าใจกระบวนการทำงานของ AI ที่ต้องได้รับการตรวจสอบจากมนุษย์ในการใช้งาน และ มีความรู้เท่าทันถึงปัญหาของ AI ที่ยังมีประเด็นเรื่องของความน่าเชื่อถือและความแม่นยำในการใช้งาน รวมถึงการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้งาน
ถึงแม้ AI จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน แต่ ในขณะเดียวกันชาวเน็ตไทย ยังคงกังวลเรื่องของความมั่นคงในอาชีพ ที่จะถูก AI เข้ามาแทนที่ ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของนักวิจัยจาก OpenAI และ Anthropic ที่ ออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนการชะลอความเร็วในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง หรือ AI หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกรณี เจคอบ ค็อกซัน นักวิจัยของ Anthropic ประกาศลาออกจากบริษัท พร้อมกล่าวหาว่าบริษัทของตนเองและ OpenAI กำลัง “เดิมพันด้วยชีวิตของผู้คน” โดยค็อกซัน แสดงความเห็นว่า ผู้สร้าง AI บางส่วนเชื่อว่าเทคโนโลยีดังกล่าว อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่รุนแรงถึงขั้นทำให้มนุษยชาติสูญพันธุ์ได้ ภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน

