อพท. คว้ารางวัลเลิศรัฐ บ่อสวกโมเดล ต้นแบบแก้จนดันสู่หมู่บ้านท่องเที่ยวระดับโลก
นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) เปิดเผยว่า อพท. มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประชาชนและชุมชนซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่และทรัพยากรการท่องเที่ยว ตลอดระยะเวลา 23 ปี อพท. ยึดหลักการทำงาน 3 ด้าน ได้แก่ ประโยชน์ชุมชน – พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน – สู่มาตรฐานสากลอย่างยั่งยืน โดยไม่ได้มุ่งเพียงการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับความสุข คุณภาพชีวิต และความเป็นอยู่ที่ดีของคนในพื้นที่ควบคู่กัน
“อพท.ต้องการเปลี่ยนจาก Transaction สู่ Transformation จากการทำธุรกรรมหรือกิจกรรมระยะสั้น ไปสู่การสร้างคุณค่าที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่การให้ข้อมูล การปรึกษาหารือ การเข้ามามีบทบาท จนถึงความร่วมมืออย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะเดียวกัน อพท. ยังให้ความสำคัญกับการวัดผลด้านความสุขของทั้งเจ้าบ้านและนักท่องเที่ยว เพื่อให้การพัฒนาเมืองท่องเที่ยวเกิดความสมดุลและนำไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง” นายศิริปกรณ์ กล่าว

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ตำบลบ่อสวก จังหวัดน่าน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ อพท.นำกระบวนการมีส่วนร่วมมาใช้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ จากเดิมชุมชนพึ่งพาการทำเกษตรเชิงเดี่ยว มีรายได้เฉลี่ยเพียง 47,371 บาทต่อคนต่อปี และมีภาระหนี้สินประมาณ 60,000–80,000 บาทต่อครัวเรือน ขณะที่แหล่งเตาเผาโบราณอายุกว่า 750 ปีและภูมิปัญญาช่างศิลป์ล้านนาตะวันออกกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญหายจากการขาดผู้สืบทอด
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า อพท.จึงนำการท่องเที่ยวมาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาควบคู่กับการอนุรักษ์ทุนทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา ได้ทำงานร่วมกับภาคีในพื้นที่ในรูปแบบ Collaborate เชื่อมโยงองค์ความรู้ งบประมาณ บุคลากร นวัตกรรม และตลาดเข้าด้วยกัน ภายใต้กลไกดังกล่าว อพท.น่าน ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงในการบูรณาการข้อมูลและพัฒนาศักยภาพบุคลากร ขณะที่ ชมรมส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลบ่อสวก เป็นแกนนำในการบริหารจัดการท่องเที่ยวและกำกับกติกาตามธรรมนูญชุมชน ด้าน อบต.บ่อสวก สนับสนุนแผนพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานกว่า 31 ล้านบาท ส่วน รพ.สต.บ่อสวก สนับสนุนมาตรฐานด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพ
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า ภาควิชาการเข้ามาเสริมองค์ความรู้และนวัตกรรม โดย วชช.น่าน สนับสนุนการวิจัยด้านสีย้อมธรรมชาติและมัดย้อม ขณะที่ มทร.ล้านนา น่าน นำเทคโนโลยี AI มาช่วยพัฒนาลวดลายและบรรจุภัณฑ์ ส่วน ททท. และภาคเอกชนร่วมประชาสัมพันธ์และเชื่อมโยงตลาดกับบริษัทนำเที่ยว ทำให้การพัฒนาชุมชนเชื่อมต่อไปถึงตลาดจริง ผลจากการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว ทำให้บ่อสวกได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยคว้ารางวัล Best Tourism Villages 2024 จาก UN Tourism และได้รับ รางวัลกินรี 3 สมัย สะท้อนศักยภาพของชุมชนที่สามารถยกระดับทุนทางวัฒนธรรมสู่การท่องเที่ยวที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหัวของชาวบ่อสวกเพิ่มขึ้นเป็น 72,385 บาทต่อปี หรือเติบโต 52.80% ขณะที่รายได้จากการท่องเที่ยวในปีล่าสุดอยู่ที่ 3.87 ล้านบาท ช่วยบรรเทาปัญหาหนี้สินและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนในชุมชน ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากประมาณ 3,500 คน เป็นเกือบ 10,000 คนต่อปี และเกิดปรากฏการณ์ “คนหนุ่มสาวคืนถิ่น (Reverse Migration)” เมื่อคนรุ่นใหม่กลับมาสร้างอาชีพและประกอบธุรกิจในบ้านเกิด ความสำเร็จดังกล่าวยังนำไปสู่การจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ-บ่อสวกโมเดล” เพื่อรวบรวมและถ่ายทอดบทเรียนด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้แก่ชุมชนอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามบริบทของแต่ละพื้นที่
นายศิริปกรณ์ กล่าวว่า รางวัลเลิศรัฐในครั้งนี้ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงผลสำเร็จของการทำงานแบบมีส่วนร่วม แต่ยังเป็นกำลังใจสำคัญให้ อพท. และภาคีเครือข่ายเดินหน้าพัฒนาพื้นที่พิเศษทั่วประเทศ โดยมุ่งสร้างต้นแบบที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายของ อพท. ไม่ใช่เพียงการทำให้พื้นที่มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น แต่คือการทำให้ คนในพื้นที่มีความสุข มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถรักษาทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรของตนเองไว้ได้ นี่คือความหมายของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่ อพท. ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่พิเศษ” นายศิริปกรณ์ กล่าว


