หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกนิติ ลุย ‘...

เอกนิติ ลุย ‘BOI to IPO’ อัดสิทธิประโยชน์จูงใจ หวังดึงหุ้น 7 นางฟ้าเข้าตลาดหุ้นไทย

17.09.26 | 16:48 น.

เอกนิติ เปิดตัวปุ๋ยสูตรพิเศษ ‘BOI to IPO’ หวังดึงหุ้น 7 นางฟ้าเข้าตลาดหุ้นไทย พร้อมอัดสิทธิประโยชน์จูงใจแถมเวลาลดหย่อนภาษี

 


เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายในงานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการ BOI to IPO ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ว่า รัฐบาลมุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ด้วยนโยบายที่เน้นการลงทุนเป็นตัวนำ (Investment-Led Growth Policy) เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำมาอย่างยาวนานมีสาเหตุสำคัญมาจากการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำ การผลักดันการลงทุนจึงไม่ใช่เพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่เป็นการยกระดับศักยภาพของประเทศในระยะยาว ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ที่มีการกระจายห่วงโซ่อุปทาน อันเกิดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจึงต้องเร่งคว้าโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมเศรษฐกิจใหม่

ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ได้ปลดล็อกข้อจำกัดผ่านกลไก Thailand Fast Pass ส่งผลให้มียอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และสามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเงินลงทุนจริงในครึ่งแรกปี 2569 กว่า 5.3 แสนล้านบาท ส่งผลให้ตัวเลขการลงทุนในไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ขยายตัว 10% และเกือบ 14% ตามลำดับ

”วันนี้เราพูดถึงหุ้น 7 – 8 นางฟ้าในอเมริกา ซึ่งเราจะทำยังไงให้มีนางฟ้าและเทวดามาอยู่ที่เมืองไทย นี่คือการที่โครงการ BOI to IPO ซึ่งก็จะไม่ใช่ต่างคนต่างทำอีกต่อไป บีโอไอ ก.ล.ต. ตลท. ก็ต้องมีแทร็กพิเศษ บีโอไอก็ต้อง offer incentive ไม่ใช่แค่มาลงทุน แต่ถ้าคุณมาไอพีโอด้วย ก็จะมีแทร็กพิเศษให้ และต้องทำให้สิ่งเหล่านี้หยั่งรากลึกในประเทศไทย นักลงทุนไทยก็จะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเติบโตกับนิวอิโคโนมี“ นายเอกนิติ กล่าว

Advertisement

นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนเปรียบเสมือนการหว่านเมล็ดพันธุ์ใหม่ แต่การจะทำให้ธุรกิจเหล่านี้ หยั่งรากลึกในประเทศได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องอาศัยกลไกของตลาดทุนและการเงินผ่านโครงการ BOI to IPO ซึ่งเปรียบเสมือนการใส่ปุ๋ยสูตรพิเศษ โดยทั้ง 3 หน่วยงาน ได้แก่ บีโอไอ, ก.ล.ต. และ ตลท. จะทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ มีกระบวนการพิจารณาพิเศษ รวมถึงการให้สิทธิประโยชน์จูงใจ แก่บริษัทที่เข้ามาลงทุนและนำกิจการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างสินทรัพย์ New Economy ใหม่ ๆ ให้แก่นักลงทุนไทยได้ร่วมเติบโตไปพร้อมกัน

ทั้งนี้ สำหรับโครงการ BOI to IPO มุ่งเน้นการผลักดันผู้ประกอบการใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของ New Economy ได้แก่ การเกษตรและอาหารขั้นสูง, เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ, การแพทย์และสุขภาพ, การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์, ยานยนต์สมัยใหม่, การบินและโลจิสติกส์, ดิจิทัลและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, หุ่นยนต์ และการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเดิมใช้สิทธิประโยชน์จากบีโอไอเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูงอย่างยั่งยืน

“กลไกของตลาดทุนและการเงิน คือกลไกที่เหมือนใส่ปุ๋ยให้หยั่งรากลึกลงไป เพราะฉะนั้น BOI หว่านเมล็ดพันธุ์ วันนี้ได้มาเยอะแล้วยังต้องหว่านต่อ ส่วน ก.ล.ต. ตลท. ต้องใส่ปุ๋ยให้ตรงจังหวะ นี่คือเป็นตัวอย่างเล็ก ๆ ของเมล็ดพันธุ์ใหม่ วันนี้รอใส่ปุ๋ย คือปุ๋ยสูตรพิเศษ BOI to IPO“ นายเอกนิติ กล่าว

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า มาตรการส่งเสริมให้บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือ “BOI to IPO” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดบีโอไอเมื่อวันที่ 11 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการผนึกกำลังเพื่อเชื่อมต่อเครื่องมือของ 3 หน่วยงาน โดยบีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ ขณะที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. จะร่วมสนับสนุนการเตรียมความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) หรือตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยบริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจากเดิม คือ กลุ่มเศรษฐกิจใหม่ (New Economy) ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไป จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ

นายนฤตม์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีตัวอย่างความสำเร็จของบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตจนเติบโตและเข้าจดทะเบียนในตลาดทุนไทย เช่น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) และ บมจ.แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) มาตรการนี้จึงมุ่งต่อยอดความสำเร็จดังกล่าวเพื่อเปิดทางให้นักลงทุนศักยภาพสูงระดมทุนขยายกิจการอย่างต่อเนื่อง และทำให้หยั่งรากลึกอยู่กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว ตลอดจนใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ร่วมถือหุ้นในกิจการที่มีศักยภาพเติบโตสูง อีกทั้งเงื่อนไขการเข้าตลาดหลักทรัพย์จะช่วยยกระดับธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการที่โปร่งใส ทำให้การลงทุนที่ได้รับส่งเสริมจากบีโอไอเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับประเทศ