หน้าแรก เศรษฐกิจ นิวไฮ17ปี ครั...

นิวไฮ17ปี ครัวเรือนละ 8 แสน ห่วงคนไทยหนี้ท่วม ชี้ค่าครองชีพสูง-รายได้ไม่พอ ม.หอการค้าชงปรับเพิ่มค่าจ้าง

18.09.26 | 06:08 น.

ห่วงคนไทยหนี้ท่วม สูงสุดรอบ17ปี ครัวเรือนละ 8 แสน ชี้ค่าครองชีพสูง-รายได้ไม่พอ ม.หอการค้าชงปรับเพิ่มค่าจ้าง

 


เมื่อวันที่ 17 กันยายน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนถือเป็นปัญหาที่หยั่งลึกในระบบเศรษฐกิจไทย เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข แต่ยังแก้ไขไม่ได้เบ็ดเสร็จอย่างที่ควร จึงทำการสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทย ปี 2569 ระหว่างวันที่ 7-13 กันยายน 2569 จำนวน 1,720 ตัวอย่าง โดยพบว่า 91.8% ของกลุ่มตัวอย่างมีหนี้ ลดลงจาก 95.1% ในปี 2568 ขณะที่ 8.2% ไม่มีหนี้ โดยภาระหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 794,945.49 บาท จาก 740,596.94 บาทในปี 2568 หรือเพิ่มขึ้น 7.3% ในจำนวนนี้เป็นหนี้ในระบบ 77.2% และหนี้นอกระบบ 22.8% ขณะที่ภาระผ่อนชำระเฉลี่ยอยู่ที่ 21,935.31 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้น 8.11% จากปีก่อน ทำให้แม้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีจะลดลง แต่ความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและครัวเรือนที่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจไทยที่การฟื้นตัวยังไม่ชัดเจน ไม่โดดเด่น ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง

“ระดับหนี้เฉลี่ยในหลักเกือบ 8 แสนบาทต่อครัวเรือน ถือว่าสูงสุดตั้งแต่ปี 2552 ที่ ม.หอการค้าไทย เริ่มสำรวจสถานภาพหนี้ครัวเรือนขึ้น หรือประมาณ 17 ปี สะท้อนถึงภาระหนี้ยังคงกดดันกำลังซื้อและสภาพคล่องของครัวเรือน โดยเฉพาะการจากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า คนไทยที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปมากกว่าครึ่งหนึ่งเริ่มมีหนี้สินแล้ว ขณะที่ผู้สูงอายุในวัย 70 ปี ยังคงต้องแบกรับภาระหนี้เฉลี่ยเกือบ 300,000 บาท มีเพียง 14.4% เท่านั้นที่สามารถออมเงินได้ตามแผนที่วางไว้สำหรับยามเกษียณ โดยสาเหตุที่ทำให้หนี้ครัวเรือนยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง นอกจากภาวะเศรษฐกิจโตไม่โดดเด่นแล้ว ภาระค่าครองชีพ โดยเฉพาะต้นทุนพลังงาน ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ” นายธนวรรธน์ กล่าว

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน มองว่า ควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้หรือยกระดับค่าจ้างมากที่สุด 20.7% ให้ความรู้ด้านการเงิน 17.7% ปรับปรุงระบบประกันสังคม 16.3% และจัดโปรแกรมปรับโครงสร้างหนี้ 15.4% ส่วนเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการมากที่สุด คือ เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำหรือปรับโครงสร้างค่าจ้าง 21.1% สร้างระบบข้อมูลหนี้ครัวเรือนให้ครบถ้วน 16.2% เพิ่มการควบคุมโฆษณาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน 15.8% และส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาว 11% โดยประเมินว่า หนี้ครัวเรือนทั้งระบบมีโอกาสเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 16.5-16.6 ล้านล้านบาทภายในสิ้นปี 2569 จากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและสภาพคล่องของครัวเรือนที่ยังเป็นอุปสรรค

Advertisement

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ BOI to IPO ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และสำนักงานคะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เนื่องจากรัฐบาลมุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ด้วยนโยบายที่เน้นการลงทุนเป็นตัวนำ
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอจะให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมเพื่อสร้างแรงจูงใจ โดยบริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมจากเดิมคือ กลุ่มเศรษฐกิจใหม่ หรือนิวอีโคโนมี ที่ได้รับการรับรองจากตลาดหลักทรัพย์ฯ จะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 3 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 5 ปี ส่วนบริษัททั่วไปจะได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่มเติม 2 ปี หรือลดหย่อน 50% เพิ่มเติม 3 ปี ขึ้นกับประเภทกิจการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาภาษีสหรัฐอเมริกาว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ รายงานว่าเรื่องหลักการหารือกันจะถึงข้อสุดท้ายแล้ว หารือกันเกือบทั้งหมดแล้วเหลืออยู่นิดหนึ่ง และพยายามจะให้ระดับผู้นำได้พูดคุยกัน โดยวันที่ 18 กันยายน ตนจะหารือกับนางศุภจี ในรายละเอียด โดยผลการเจรจาถือว่าเป็นไปในแนวทางที่ดี

เมื่อถามว่า จะต่อสายหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเพิ่งกลับจากต่างประเทศ แต่หากจะมีการต่อสายคุยกัน ตนก็ได้รับการรายงานรายละเอียดการพูดคุยมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งอยู่ในจังหวะที่ผู้แทนการค้าทั้งสองฝ่าย พร้อมที่จะให้มีการต่อสายพูดคุยในประเด็นสุดท้าย ถ้าตนได้มีโอกาสคุยก็จะขอท่าน ในเรื่องที่ท่านบอกว่าประเทศไทยเราปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา เรื่องการเก็บกวาดทุ่นระเบิดและปราบสแกมเมอร์ เราทำตามหมดเลยทุกอย่าง จำได้ไหมที่ท่านบอกว่าจะพิจารณาอัตราภาษีให้เป็นพิเศษตนก็จะเรียนถามว่าไทยจะได้ตรงนี้หรือไม่