หน้าแรก เศรษฐกิจ พริวิเลจ คาร์...

พริวิเลจ คาร์ด โชว์รายได้พุ่ง 30% กางแผนรุกโปรดักต์ไลฟ์สไตล์ขายเศรษฐีคนไทย

19.09.26 | 06:11 น.

พริวิเลจ คาร์ด โชว์รายได้พุ่ง 30% กางแผนรุกโปรดักต์ไลฟ์สไตล์ขายเศรษฐีคนไทย


นายมนาเทศ อันนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด จำกัด (TPC) หรือ ทีพีซี เปิดเผยว่า ภาพรวมธุรกิจในระยะถัดไปหลังจากคาดการณ์ว่า สามารถทำการเติบโตจากรายได้กว่า 30% มูลค่ารวม 4,000 กว่าล้านบาท เป็นผลประกอบการตามปีงบประมาณ 2569 (สิ้นสุดเดือนกันยายน) ซึ่งถือเป็นการสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้านการรับรู้รายได้ เป็นแรงขยับต่อเนื่องนับจากช่วงเกิดโควิด-19 เป็นต้นมา ผ่านยอดขายบัตร โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2565 บริษัทสามารถทำรายได้ และกำไรเติบโต มากกว่าผลการดำเนินงานตลอด 20 ปีที่ผ่านมารวมกัน จึงจะเดินหน้ารูปแบบธุรกิจที่ใหม่กว่าเดิม เป็นการลดการพึ่งพารายได้จากผลิตภัณฑ์วีซ่า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 95% ของรายได้ทั้งหมด เพื่อสร้างความยั่งยืน และความยืดหยุ่นทางการเงินให้แก่บริษัทในระยะยาว

นายมนาเทศ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาแนวคิดที่จะพัฒนาโปรดักซ์ใหม่ ที่เป็นลักษณะ Non-Visa Product เพิ่มขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่จะขายให้แก่คนไทยในอนาคต เน้นการนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Privilege) จากเครือข่ายพันธมิตรของบริษัท ทั้งในไทยและต่างประเทศ อาทิ บริการผู้ช่วยพิเศษในสนามบิน ส่วนลดและการเข้าใช้บริการ สนามกอล์ฟ กว่า 1,000 แห่งทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียค่าสมัครสมาชิกหลักแสนหรือหลักล้านบาทเพิ่มอีก

นายมนาเทศ กล่าวว่า ได้นำแนวทางเสนอกับทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะผู้ถือหุ้นทีพีซีแล้ว แต่ยังต้องรอความชัดเจนว่า จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ เนื่องจากต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการตีความ วัตถุประสงค์การจัดตั้งบริษัท ที่ก่อตั้งเพื่อสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มชาวต่างชาติที่ต้องการพำนักในประเทศไทยในระยะยาว ทำให้หากจะผลักดันเปิดขายคนไทย ก็อาจมีในบางประเด็นที่ต้องเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

Advertisement

นายมนาเทศ กล่าวว่า ปัจจุบันสมาชิกที่ถือครองบัตรพริวิเลจ คาร์ด มีทั้งหมดประมาณ 42,000 คน เพิ่มขึ้นมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับปี 2565 ที่มีสมาชิกประมาณ 19,000 คน สัดส่วนผู้ถือบัตรรายประเทศ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.จีน สัดส่วน 44% คิดเป็นสมาชิกประมาณ 18,500 คน และหากนับรวมไต้หวัน ฮ่องกง รวมถึงชาวจีนแปลงสัญชาติ จะมีสัดส่วนเกินกว่า 50% 2.ญี่ปุ่น สัดส่วนประมาณ 7-8% ประมาณ 2,500 คน 3.สหรัฐ 5-6% ประมาณ 2,500 คน 4.สหราชอาณาจักร (UK) ประมาณ 5-6% และ 5.รัสเซียบวกไต้หวัน สัดส่วนเท่าๆ กันประมาณ 3-4% หรือจำนวน 2,000 คน โดยพบว่า มีตลาดดาวรุ่งใหม่ที่เติบโตอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเมียนมา ที่ขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 8 ในโครงสร้างบัตรใหม่ เนื่องจากกลุ่มครอบครัวนิยมส่งบุตรหลานมาศึกษาต่อและอยู่อาศัยในประเทศไทย รวมถึงตลาด อินเดีย ที่ปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 400 คน และเกาหลีใต้

“จากสมาชิกทั้งหมด บัตรที่ได้รับความนิยมมากสุด เป็นบัตรประเภท 5 ปี อยู่ที่ 65–70% ตอบโจทย์กลุ่มคนที่ต้องการเข้ามาลองอยู่อาศัยจริงก่อนต่ออายุเพิ่ม ราคาอยู่ที่ 650,000 บาท และบัตรราคา 900,000 บาท ส่วนบัตรราคา 5 ล้านบาท ถือเป็นบัตรระดับสูงสุดที่เน้นการเชิญเท่านั้น แต่จำกัดสัดส่วนไว้เพียง 1% ของสมาชิกทั้งหมด เพราะมีสิทธิประโยชน์สูงมาก จึงต้องจำกัดจำนวนเพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างมีคุณภาพ ส่วนบัตรสมาชิกตลอดชีพ ที่เคยมีขายในอดีต ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกคงเหลือประมาณ 2,300 กว่าคน และไม่มีการเปิดขายเพิ่มแล้ว โดยจากผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง สามารถส่งมอบเงินคืนให้แก่ ททท.ไปแล้วมากกว่า 1,000 ล้านบาท จึงตั้งเป้าหมายในปีงบประมาณ 2570 ต้องเติบโตด้านรายได้ประมาณ 5–10% อย่างระมัดระวัง” นายมนาเทศ กล่าว