‘ราคาน้ำมัน’ปัจจัยสำคัญกำหนดทิศทางดอกเบี้ย
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่กดดันราคาพลังงานและแนวโน้มเงินเฟ้อโลกอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฉบับวันที่ 17 กันยายน 2569 ว่าแรงกดดันด้านราคาพลังงานเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมล่าสุด และยังมีมุมมองว่า Fed อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีกในระยะข้างหน้า บทความนี้จึงขอนำเสนอสาระสำคัญจากบทวิเคราะห์ดังกล่าว เพื่อสะท้อนภาพทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ ตลาดการเงินโลก ตลาดพลังงาน และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อจากนี้
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ FOMC ครั้งล่าสุด Fed มีมติเป็นเอกฉันท์ 12 ต่อ 0 เสียง ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่กรอบ 3.75-4.00% นับเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2566 พร้อมทั้งปรับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2569 โดยคาดว่า GDP จะขยายตัว 2.3% และอัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% ขณะเดียวกันก็ปรับเพิ่มประมาณการเงินเฟ้อพื้นฐาน หรือ Core PCE เป็น 3.4% จากเดิม 3.3% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่คลี่คลายง่ายๆ นอกจากนี้ ผลสำรวจ Dot Plot ของ Fed ยังชี้ว่าเจ้าหน้าที่ 16 จาก 19 คน คาดว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อยอีก 1 ครั้งก่อนสิ้นปี 2026 โดยมีแนวโน้มสูงว่าจะเกิดขึ้นในการประชุมเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยฯประเมินว่าเมื่อตลาดรับรู้ผลการประชุม Fed ไปแล้ว ความสนใจของนักลงทุนจะเคลื่อนไปยังปัจจัยอื่นเป็นหลัก โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมันดิบและสถานะการคลังของสหรัฐ ซึ่งจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของตลาดในระยะถัดไป
ล่าสุดราคาน้ำมันดิบ WTI ยังคงทรงตัวในระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้จะมีความคืบหน้าในการซ่อมแซมท่อส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่คาดว่าจะกลับมาดำเนินการได้ในเวลาอันสั้น รวมถึงความร่วมมือด้านการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัยฯยังคงกังวลต่อประเด็นความปลอดภัยบริเวณนครเมกกะ ซึ่งถือเป็นจุดเปราะบางสูง หากเกิดความเสียหายในพื้นที่ดังกล่าวอาจทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับสถานการณ์สงครามระหว่างอิสราเอลและสหรัฐกับกลุ่มฮูตีและอิหร่านที่ยังไม่คลี่คลาย จึงยังเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ปัจจัยต่างประเทศเหล่านี้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงตลาดการเงินไทยเช่นกัน โดยรายงานระบุว่า ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลง 0.25% ปิดที่ระดับ 33.36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ณ วันที่ 16 กันยายน 2569 และในช่วงเช้าของวันถัดมาซื้อขายอยู่ที่ระดับ 33.40 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี รายงานประเมินว่าแนวโน้มค่าเงินในภูมิภาครวมถึงเงินบาทมีโอกาสไม่อ่อนค่าไปมากกว่านี้ และอาจกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เล็กน้อยในระยะถัดไป ฝ่ายวิจัย KGI จึงประเมินว่าจังหวะที่เงินบาทอ่อนค่าหลังการประชุม FOMC ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ส่งออกในการทำธุรกรรมป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรองรับความผันผวนของค่าเงินภายใต้บริบทของนโยบายดอกเบี้ยสหรัฐที่ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นต่อ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่คลี่คลาย
ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม FOMC ตลาดการเงินเริ่มปรับตัวสอดคล้องกับข้อมูลที่ทยอยเข้าสู่ตลาด โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ส่วนใหญ่เริ่มปรับลดลงหลังจากที่พุ่งขึ้นทำระดับสูงสุดตั้งแต่ปี 2566 ในช่วงก่อนการประชุม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยก็ปรับลดลงในทิศทางใกล้เคียงกัน ค่าเงินบาทเริ่มแข็งค่าขึ้น และตลาดหุ้นทั่วโลกเริ่มฟื้นตัว สะท้อนว่านักลงทุนให้น้ำหนักกับความชัดเจนของนโยบายการเงินของ Fed เป็นสำคัญ ประกอบกับภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังคงแข็งแกร่ง หลังจาก Fed ปรับประมาณการ GDP สหรัฐขึ้น รวมถึงวัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ทั้ง Data Center และโรงงานผลิต Semiconductor ที่ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายวิจัยฯ บล.เคจีไอ (ไต้หวัน) ประเมินจากวัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน ICT ในอดีตว่ามักใช้เวลาราว 5 ปี กว่าจะถึงจุด Peak ของวัฏจักร ขณะที่วัฏจักรการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีรอบนี้เพิ่งเข้าสู่ปีที่ 3 จึงมีแนวโน้มที่การลงทุนด้านนี้จะยังเร่งตัวขึ้นทั่วโลกในช่วง 1-2 ปีจากนี้เป็นอย่างน้อย
จากข้อมูลดังกล่าว ผมประเมินว่าแม้ตลาดหุ้นสหรัฐจะปรับตัวขึ้นมามาก จน Valuation ของดัชนี S&P 500 สูงเป็นลำดับที่ 2 ในประวัติศาสตร์ รองจากช่วงก่อนวิกฤต Dot-com (พิจารณาจาก Cyclically Adjusted PE หรือ CAPE) แต่แนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวจะช่วยหนุนกำไรของบริษัทจดทะเบียนให้เติบโตต่อไปได้ แม้มุมมองดอกเบี้ยนโยบายของ Fed จะทรงตัวสูงต่อเนื่องไปถึงปี 2570 ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาในขณะนี้ยังคงเป็นทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก หากสถานการณ์อุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางเริ่มผ่อนคลายลง และผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ในภูมิภาคสามารถหาช่องทางส่งออกน้ำมันดิบได้มากขึ้น ต้นทุนพลังงานทั่วโลกก็มีโอกาสลดลง ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อปรับลดลงตามไปด้วย และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทิศทางนโยบายการเงินของ Fed ได้เช่นกัน ดังนั้น แม้สถานการณ์ดอกเบี้ยสูงนานกว่าคาดในขณะนี้จะยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ผมมองว่ายังไม่ถึงขั้นต้องตระหนกว่าจะเกิดภาวะฟองสบู่ (หุ้นเทคโนโลยี) แตกจนเสียโอกาสการลงทุนไป โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ยังให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเฉลี่ยสูงราว 4% ต่อปี และแนวโน้มการขยายตัวของเม็ดเงินจากการลงทุนภาคเอกชนที่จะหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2569-70
ท้ายที่สุดแล้ว ทิศทางราคาน้ำมันโลกจะยังคงเป็นตัวแปรชี้วัดสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามควบคู่กับนโยบายดอกเบี้ยของ Fed อย่างใกล้ชิดที่สุดในช่วงเวลานี้

