PMAT เปิดตัวเลขวิกฤตคนทำงาน หนี้ครัวเรือน 16 ล้านล้าน-เครียดงาน 43% ต้นทุนแฝงองค์กรไทย
สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย หรือ PMAT ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงาน “Employee Wellbeing for Sustainable Competitiveness: Where Employee Wellbeing Meets Business Value” เปิดเวทีให้ผู้บริหารองค์กร ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารคน การเงิน และจิตวิทยาองค์กร ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อโจทย์สำคัญที่ภาคธุรกิจกำลังเผชิญ คือ จะทำอย่างไรให้การดูแลสุขภาวะของพนักงานไม่หยุดอยู่เพียงการเป็น “สวัสดิการ” แต่สามารถสร้างคุณค่าให้กับทั้งคนและองค์กร และนำไปสู่ความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

นายรองรักษ์ พนาปวุฒิกุล รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกฎหมายและบริหารความเสี่ยงองค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดทุนไทยให้ความสำคัญกับ Human Capital อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากบุคลากรเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าให้กับองค์กรในระยะยาว โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนและองค์กรทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการดูแลและพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG โดยเฉพาะมิติด้าน Social ที่ครอบคลุมทั้งคุณภาพชีวิตการทำงาน สุขภาวะทางการเงิน และสุขภาวะทางจิตใจของพนักงาน
นายรองรักษ์ กล่าวว่า Employee Wellbeing ไม่ควรถูกมองเป็นต้นทุนที่องค์กรต้องแบกรับ แต่เป็นการลงทุนที่ส่งผลต่อการสร้างผลิตภาพ (Productivity) การรักษาบุคลากร และความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ในระยะยาว เนื่องจากเมื่อพนักงานมีสุขภาวะที่ดี องค์กรจะมีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การให้ความสำคัญกับ Wellbeing ของพนักงาน ยังสะท้อนแนวโน้มการบริหารองค์กรยุคใหม่ที่มองทุนมนุษย์เป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของสวัสดิการหรือการดูแลพนักงานเท่านั้น
นายวรวัจน์ สุวคนธ์ นายกสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) และ Chief People Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปัจจุบันการที่พนักงานเข้ามาทำงาน ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำงานได้เต็มศักยภาพเสมอไป เพราะปัญหาทางการเงิน ความเครียด ความวิตกกังวล และแรงกดดันจากชีวิตส่วนตัว สามารถติดตามเข้ามาในสถานที่ทำงานได้ ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็น “ต้นทุนที่มองไม่เห็น” ขององค์กร โดยสะท้อนผ่าน Productivity ที่ลดลง การขาดงาน การทำงานที่ไม่มีประสิทธิภาพเต็มที่ ความผิดพลาดในการทำงาน ระดับ Engagement ที่ลดลง รวมถึงต้นทุนจากการสูญเสียบุคลากรและการสรรหาคนใหม่มาทดแทน ทั้งนี้ โจทย์ขององค์กรจึงไม่ควรอยู่เพียงการตั้งคำถามว่าจะเพิ่มสวัสดิการอะไร แต่ต้องพิจารณาว่าปัญหา Wellbeing ด้านใดกำลังส่งผลต่อความสามารถของพนักงานในการทำงาน และองค์กรจะบริหารจัดการปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบได้อย่างไร
“เทคโนโลยีและกลยุทธ์ที่ดีที่สุดจะไม่สำเร็จ หากขาดพลังของมนุษย์ที่เป็น Key Operating System ขององค์กร ผู้บริหารต้องมอง Employee Wellbeing เป็น Business Strategy ไม่ใช่เพียงหน้าที่ของ HR” นายวรวัจน์กล่าว
ด้าน นายสุรพล โอภาสเสถียร Assistant Executive บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนในปัจจุบันเปรียบเสมือนปัญหาที่ขยายตัวไปในวงกว้าง และส่งผลต่อสุขภาวะทางการเงินของพนักงาน โดย GDP ไทยอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านล้านบาท ขณะที่หนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 16 ล้านล้านบาท หนี้ในระบบเครดิตบูโรอยู่ที่ 13.6 ล้านล้านบาท ขณะที่สินเชื่อส่วนบุคคล (Personal Loan) และลีสซิ่งรถยนต์มีความเปราะบางมากขึ้น โดยหนี้ที่กำลังจะเสีย (SM) และหนี้ที่ได้รับการปรับโครงสร้าง (DR) รวมกันอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท
นายสุรพล กล่าวว่า นอกจากนี้ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน มีภาระค่าใช้จ่ายและการชำระหนี้รวมกันสูงถึง 138% ของรายได้ ทำให้ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ ขณะที่ปัญหาดังกล่าวเริ่มขยายไปยังกลุ่มพนักงานที่มีรายได้ 50,000-100,000 บาทต่อเดือน องค์กรไม่ควรเข้าไปจัดการชีวิตทางการเงินของพนักงานแทน แต่ควรสร้าง Financial Wellbeing Ecosystem ที่ช่วยให้พนักงานมีความรู้ สามารถวางแผนและบริหารจัดการทางการเงิน รวมถึงเข้าถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสมก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
“ความเครียดทางการเงินไม่ได้จบอยู่ที่ชีวิตส่วนตัว แต่เดินทางเข้ามาในที่ทำงาน ส่งผลต่อสมาธิ การตัดสินใจ และประสิทธิภาพในการทำงาน” นายสุรพลกล่าว
น.ส.เจนนิเฟอร์ ชวโนวานิช รองคณบดี ประธานแขนงวิชาจิตวิทยา อาจารย์ประจำสาขาวิชาจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันองค์กรกำลังเผชิญต้นทุนแฝงจากปัญหาสุขภาพจิต โดยผลสำรวจพบว่า พนักงานไทยกว่า 43% มีความเครียดจากงาน และเกิดภาวะ Presenteeism หรือการฝืนมาทำงานทั้งที่มีปัญหาด้านสุขภาพใจ สูงถึง 27% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโครงสร้างองค์กรที่มีภาระงานสูง บุคลากรไม่เพียงพอจนไม่มีคนทำงานทดแทน รวมถึงความกังวลว่าการหยุดงานอาจส่งผลต่อโบนัสหรือความก้าวหน้าในอาชีพ การดูแล Mental Wellbeing จึงไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมหรือบริการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาแล้ว แต่ต้องครอบคลุมทั้งการส่งเสริม (Promote) การป้องกัน (Protect) และการเยียวยา (Provide) ควบคู่กับการสร้าง Psychological Safety ผ่านรูปแบบการทำงาน ภาวะผู้นำ และวัฒนธรรมองค์กร
นายสมโภชน์ วัลยะเสวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สตาร์เฟล็กซ์ กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลในโรงงานพบว่า ของเสียและอุบัติเหตุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงเช้าวันจันทร์และวันหวยออก ซึ่งสัมพันธ์กับภาวะความเครียดทางการเงินและการขาดสมาธิของพนักงาน บริษัทจึงให้ความสำคัญกับการจัดการปัญหาหนี้เชิงลึก การช่วยเหลือพนักงานที่มีหนี้นอกระบบร่วมกับ noburo และการสร้างวัฒนธรรม Happy Workplace ซึ่งช่วยลดอัตราการลาออกและสนับสนุนการทำงานขององค์กร
น.ส.อติยา อาวัชนาการ ประธานเจ้าหน้าที่ด้านความยั่งยืน บมจ.พริ้นซิเพิล แคปิตอล กล่าวว่า การสร้าง Psychological Safety เป็นปัจจัยสำคัญต่อความพร้อมขององค์กร โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาลที่ต้องพึ่งพาบุคลากรเป็นหลัก บริษัทให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของพนักงาน ผ่านการสร้างพื้นที่พูดคุยและการทำงานร่วมกัน เพื่อเชื่อมโยง Wellbeing เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร
นายณัฐนนท์ กฤษณรุ่งเรือง กรรมการผู้จัดการ บัญชีและการเงิน บมจ.สยามราชธานี กล่าวว่า บริษัทพบสัญญาณความกังวลด้านการเงินของพนักงานจากการนำเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปใช้ชำระหนี้ รวมถึงแนวโน้มผลตรวจสุขภาพประจำปีที่เปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ บริษัทจึงเน้นการให้ความรู้ทางการเงิน การบริหารจัดสรรรายได้ และการจัดสวัสดิการด้านสุขภาพ เช่น การดูแลอาการ Office Syndrome เพื่อช่วยลดปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงาน องค์กรจึงจำเป็นต้องออกแบบ Wellbeing ให้เหมาะกับบริบทของพนักงานแต่ละกลุ่ม โดยไม่สามารถใช้รูปแบบเดียวกับทุกองค์กร และต้องให้ผู้บริหารรวมถึงหัวหน้างานเข้ามามีส่วนร่วม เพราะการดูแลคนไม่สามารถเป็นเพียงภารกิจของฝ่ายทรัพยากรบุคคลเท่านั้น
ทั้งนี้ บริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด (noburo) และบริษัท จิตตะ วิมังสา จำกัด ภายใต้เครือข่าย SET Social Impact ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การดูแล Wellbeing ของพนักงานมี 2 ด้าน ได้แก่ Financial Wellbeing และ Mental Wellbeing โดยโนบูโรเน้นการประเมินสถานะทางการเงินของพนักงาน การให้ความรู้ การวางแผนการเงิน และการช่วยเหลือด้านหนี้สินอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดทำข้อมูลผลลัพธ์ผ่าน Dashboard และ ESG Report เพื่อให้องค์กรติดตามผลกระทบต่อพนักงานและการดำเนินงานได้
ขณะที่ บริษัท จิตตะ วิมังสา จำกัด สนับสนุนการดูแล Mental Wellbeing ตามแนวทาง Promote–Protect–Provide ครอบคลุมการส่งเสริม ป้องกัน และการช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหา รวมถึงการสร้าง Psychological Safety ในองค์กร โดยแนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของ Wellbeing จากกิจกรรมด้านสวัสดิการไปสู่ระบบที่สามารถติดตามและประเมินผลได้ ทั้งด้าน Social Impact และผลลัพธ์ทางธุรกิจ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง ESG ด้าน Social ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของคนในองค์กร

