นักกฎหมาย ยัน ‘กสทช.’ เดินหน้าทำงานได้แม้ไร้ประธาน ชี้ปล่อย นพ.สรณ นั่งต่อ เสี่ยงผิดกฎหมาย
เมื่อวันที่ 19 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ส.ส.ม.ท. และเครือข่ายนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ จัดเวทีเสวนา “กสทช. ‘ชะงัก’ แล้วใครได้รับผลกระทบ? ทางออกอยู่ตรงไหน?” เพื่อหารือสถานการณ์การทำงานของ กสทช. หลังเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสถานะประธาน กสทช.
รศ.ดร.ณรงค์เดช สรุโฆษิต คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ตามหลักกฎหมายปกครอง คำวินิจฉัยทางปกครองยังมีผลบังคับใช้จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาเพิกถอนหรือมีคำสั่งทุเลาการบังคับ ดังนั้น เมื่อปัจจุบันยังไม่มีคำสั่งศาลให้ทุเลาการบังคับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา จึงต้องถือว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่มีสถานะเป็นกรรมการและประธาน กสทช. ตามคำวินิจฉัยดังกล่าว
“การที่ ศ.คลินิก นพ.สรณ ปฏิบัติหน้าที่ไปในระหว่างนี้ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีตำแหน่ง จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วก็สุ่มเสี่ยงครับ หากมีเจตนาพิเศษ เช่น เพื่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้หนึ่งผู้ใด หรือโดยทุจริต ศ.คลินิก นพ.สรณ ก็เสี่ยงที่จะเป็นความผิดอาญาได้” รศ.ดร.ณรงค์เดชกล่าว
ทั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งรับคำฟ้องของ นพ.สรณ ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาไว้พิจารณาแล้ว แต่จนถึงวันที่ 18 กันยายน 2569 ยังไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับ
รศ.ดร.ณรงค์เดชระบุว่า การไม่มีประธาน กสทช. ไม่ได้ทำให้คณะกรรมการทั้งชุดไม่สามารถทำงานได้ เนื่องจากยังมีกรรมการที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 6 คน ซึ่งมากกว่าองค์ประกอบขั้นต่ำตามกฎหมาย ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่กลไกการเรียกประชุมเมื่อไม่มีประธาน
โดยกรรมการ กสทช. 2 คนสามารถเข้าชื่อเรียกประชุม และให้สำนักงาน กสทช. ในฐานะฝ่ายเลขานุการดำเนินการจัดประชุม จากนั้นกรรมการที่มาประชุมสามารถเลือกกรรมการคนหนึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เพื่อให้การพิจารณาวาระต่างๆ เดินหน้าต่อได้
เมื่อกรรมการที่เหลือมีองค์ประกอบครบตามที่กฎหมายกำหนด การใช้อำนาจของคณะกรรมการสามารถดำเนินต่อไปได้ และแม้ในอนาคตศาลจะมีคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของข้อพิพาท การกระทำของคณะกรรมการที่มีองค์ประกอบโดยชอบในช่วงเวลาดังกล่าวก็ไม่ได้เสียไปโดยอัตโนมัติ โดยยกหลักตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาประกอบการอธิบาย
ทั้งนี้ หากบุคคลซึ่งตามคำวินิจฉัยที่ยังมีผลบังคับไม่มีสถานะเป็นกรรมการ เข้าร่วมประชุมหรือร่วมใช้อำนาจในนาม กสทช. อาจทำให้เกิดข้อโต้แย้งเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของการประชุมและมติที่เกิดขึ้น
“หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การทำให้กระบวนการของ กสทช. กลับเข้าสู่กลไกที่ชอบด้วยกฎหมาย โดยแนวทางที่นำเสนอในเวทีคือ กรรมการ 2 คนเข้าชื่อเรียกประชุม และสำนักงานต้องจัดประชุม เพื่อให้กรรมการที่เหลือประชุมเลือกผู้ที่จะทำหน้าที่ประธานในการเดินหน้าพิจารณาวาระและปฏิบัติหน้าที่” รศ.ดร.ณรงค์เดชกล่าว

