พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่จ.นครราชสีมา เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาภัยแล้งว่า จ.นครราชสีมา ถือเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบภัยแล้งรุนแรงทุกปี เนื่องจากปริมาณฝนตกปีที่ผ่านมาน้อยลง ส่งผลให้ปริมาณน้ำใน 5 เขื่อนหลักของ จ.นครราชสีมา ได้แก่ อ่างเก็บน้ำลำแชะ อ่างเก็บน้ำมูลบน อ่างเก็บน้ำลำตะคอง อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง และอ่างเก็บน้ำลำปลายมาศ ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2557 มีปริมาณน้ำ 938 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) และปี 2558 จำนวน 342 ล้านลบ.ม. ซึ่งในขณะนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้ช่วยเหลือประชาชนโดยการขุดน้ำบาดาลขึ้นมาใช้โดยใช้ระบบพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์ (โซล่าเซลล์) การนำน้ำจากแหล่งอื่นมาเพิ่มเติม และ มอบงบประมาณโครงการแผนพัฒนาอาชีพความต้องการของชุมชนเพื่อบรรเทาปัญหาภัยเเล้ง จำนวน 40 โครงการ วงเงิน 25.8 ล้านบาท

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ จ.นครราชสีมา ได้ประกาศเขตความช่วยเหลือภัยแล้งไปแล้วกว่า 10 อำเภอ 61 ตำบล 658 หมู่บ้าน 56,578 ครัวเรือน โดยมีพืชผลเสียหาย ประชาชนขาดน้ำอุโภคบริโภค มูลค่าเสียหายกว่า 436 ล้านบาท และอาจมีการประกาศพื้นที่ภัยแล้งเพิ่มเติมอีก เนื่องจากยังเหลือระยะเวลาอีก 2-3 เดือน ที่จะเข้าสู่จะฤดูฝน ทำให้บางพื้นที่อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเพิ่มเติมขึ้นได้ โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานทุกภาคส่วน อาศัยกลไกของภาคราชการทุกส่วนเพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหา และคาดว่าในปลายเดือนมิถุนายนปัญหาภัยแล้งจะเบาบางลง
นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ปัจจุบันมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนหลัก เพียง 11 ล้านลบ.ม. คิดเป็น 36.5% ของปริมาณกักเก็บน้ำทั้งหมด โดยจากการสำรวจพื้นที่ ปัจจุบันได้จัดทำแผนการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและระยะยาว มีการสร้างฝายกักเก็บน้ำ ระดมเครื่องสูบน้ำเพื่อดึงแหล่งที่มีน้ำมาเติมให้ชุมชน ขุดเจาะน้ำ เป่าล้างบ่อบาดาล โดยความร่วมมือของทุกภาคส่วนเป็นแนวทางประชารัฐ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งหนัก ได้มีการขุดเจาะบ่อบาดาล เพื่อสูบน้ำขึ้นมาใช้ และประชาสัมพันธ์ประชาชนไม่ให้สูบน้ำระหว่างทางช่วงนี้ปล่อยน้ำลงมา ส่งเสริมการทำไร่นาสวนผสมแทน เพื่อรักษาปริมาณน้ำให้เพียงพอใช้อุปโภคและบริโภคในช่วงฤดูแล้งนี้
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากการที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว(นบข.) ได้เห็นชอบแผนบริหารข้าวครบวงจร โดยวางแผนลดปริมาณผลผลิตข้าวเปลือกลงจาก 30 กว่าล้านตันต่อปี เหลือเพียง 25 – 27 ล้านตันต่อปีนั้น ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองได้มีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนภาคเกษตรกร เพื่อหารือถึงรายละเอียดและกรอบงบประมาณเพื่อเตรียมมาตรการรองรับแผนและช่วยเหลือเกษตรกรในการปลูกพืชใช้น้ำน้อยอื่นทดแทนการปลูกข้าว โดยจากการจัดจะต้องของบประมาณจากงบกลางปี 2559 จากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อเห็นชอบ วงเงิน 3,319 ล้านบาท ประกอบไปด้วย 4 มาตรการ คือ 1.โครงการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เมล็ดพันธ์คุณภาพดี วงเงิน 206 ล้านบาท มาตรการที่ 2สนับสนุนสินเชื่อให้กับชาวนาที่หันไปปลูกข้าวนาแปลงใหญ่ โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)จัดสินเชื่อดอกเบี้ย 0.1 % ต่อปี โดย ธ.ก.ส.จะมาขอชดเชยดอกเบี้ยจากรัฐบาล 3.9% โดยชาวนารวมกลุ่มกู้ได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อ 83 ล้านบาท, 3.มาตรการจูงใจในการปรับเปลี่ยนให้มีการปลูกพืชที่หลากหลายทั้งแบบถาวรและระยะสั้น กำหนดไว้ใน 300,000 ไร่ พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22จังหวัด งบประมาณ 648 ล้านบาท และ 4.มาตรการในการจูงใจปลูกพืชเพื่อพักดินในการเพาะปลูกในพื้นที่ 500,000 ไร่ คาดว่ามีเกษตรกรเข้าร่วม 25,000 ครัวเรือน วงเงิน 2,382 ล้านบาท
นายอนันต์ กล่าวว่า รายละเอียดมาตรการต่างๆ จะให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นผู้รวบรวมมาตรการทั้งหมดและเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเสนอได้ภายใน 1 – 2 สัปดาห์หน้า เพื่อที่จะได้ให้มาตรการทันต่อฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี หรือช่วงเดือนพฤษภาคม 59 ที่จะถึงนี้

