คลัง ผนึก กกร. ปักหมุด “Reinvent Thailand” ดัน 7 กองหน้า ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขีดเส้น 1 เดือน
เมื่อวันที่ 21 กันยายน ที่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมแถลงผลการหารือแนวทางขับเคลื่อน “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ โดยต่อยอดจากงาน The Bangkok Business Summit 2026 ซึ่งรวบรวมข้อเสนอจากภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายใน 7 กลุ่มธุรกิจ หรือ “7 กองหน้า” ได้แก่ เกษตรและการแปรรูปอาหาร ยานยนต์ การค้าปลีกและการค้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์และเวลเนส การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวว่า กกร.ต้องการให้กลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและ หรือ กรอ. เชื่อมต่อกันอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเวทีเสนอความคิดเห็น ขณะที่ภาคเอกชนทั้ง 3 สถาบันพร้อมสนับสนุนข้อมูล บุคลากร และเครือข่าย เพื่อร่วมกันสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ โดยต้องทำงานประสานกันทั้ง “กองหน้า กองกลาง และกองหลัง” เพื่อให้การเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีพลังและมีเสถียรภาพ
นายผยง กล่าวว่า หมุดหมายสำคัญคือ “กองหน้า” 7 ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งรัฐบาลมุ่งหวังให้ภาคเอกชนเป็นผู้ขับเคลื่อน แต่ทุกภาคส่วนต้องทำงานให้สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศ ทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเพิ่ม GDP การกระจาย GPP ไปยังต่างจังหวัดและพื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการตั้งแต่รายใหญ่ กลาง และเล็ก ตลอดจนการจ้างงานและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยตัวชี้วัดทั้งหมดต้องสามารถวัดผลได้อย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ ภายใน 1 เดือน ทั้ง 7 ภาคอุตสาหกรรมจะต้องลงลึกถึงหมุดหมายและนำเสนอผ่านคณะกรรมการ กรอ. เพื่อนำกราบเรียนนายกรัฐมนตรี โดยตัวเลขจะต้องเชื่อมโยงหลายหน่วยงาน ทั้งสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานประกันสังคมในด้านการจ้างงาน และธนาคารแห่งประเทศไทยในด้านการกระจายสินเชื่อ เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเดินหน้า Reinvent Thailand ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และธุรกิจในภูมิภาค สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ได้ ซึ่งไทยมีจุดแข็งทั้งภาคเกษตรและอาหาร การค้า การท่องเที่ยว สินค้าสุขภาพ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ดังนั้น สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการคือการลดต้นทุน ยกระดับผลิตภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้สินค้าและบริการของไทยสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น พร้อมเชื่อมโยงการค้าไทยเข้ากับห่วงโซ่อุปทานและตลาดอาเซียน ซึ่งมีประชากรกว่า 600 ล้านคน
นายพจน์ กล่าวว่า ภาคเอกชนและภาครัฐจะใช้เวลาภายในสิ้นเดือนนี้จัดทำข้อเสนอของทั้ง 7 หมวดออกมาเป็น Action Plan ซึ่งได้กำหนดให้ชัดเจนว่าในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีจะมีมาตรการหรือโครงการใดที่สามารถเห็นผลและทำให้การค้าเดินหน้าได้ทันที รวมถึงวางแผนสำหรับปีถัดไป โดยรองนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายตัวแทนจากภาครัฐเข้าร่วมกลุ่มละ 1 คน เพื่อช่วยจัดทำ Framework ให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง “ไม่ใช่คุยเสร็จแล้วก็หายกันไป ไม่มีประโยชน์” ขณะเดียวกัน ประเด็นกฎหมายและกฎระเบียบ รวมถึง Ease of Doing Business ซึ่งภาคเอกชนหารือกับรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่อง ก็อยู่ระหว่างการเดินหน้า โดยมีการทยอยยกเลิกกฎกระทรวงและประกาศกรมที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างการเติบโตจากทั้งอุตสาหกรรม “High Tech และ High Touch” โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่จะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ขณะเดียวกันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านฐานการผลิตยานยนต์ และต่อยอดอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่ไทยมีความได้เปรียบ โดยการดึงดูดการลงทุนใหม่ต้องเชื่อมโยงกับฐานการผลิตเดิมและผู้ประกอบการไทย พร้อมยกระดับ Local Content พัฒนาทักษะระดับสูง และสร้างระบบพลังงานที่มีความมั่นคง สะอาด และมีต้นทุนแข่งขันได้ เพื่อให้ไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจมูลค่าสูง
นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ภาคเอกชนจาก 7 กลุ่มธุรกิจภายใต้ Reinvent Thailand ได้เสนอแนวทางขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรม ทั้งการเร่งลงทุนและยกระดับการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร ระบบดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มผลิตภาพ พัฒนาสินค้าและบริการมูลค่าสูง ยกระดับมาตรฐานและสร้างแบรนด์ไทย ตลอดจนเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยตั้งแต่เกษตรกร SMEs และผู้ผลิตชิ้นส่วน เข้ากับ OEM ผู้ค้าปลีก Technology Partners และผู้ซื้อรายใหญ่ เพื่อสร้างตลาดและยกระดับห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูล ระบบ Traceability และ Digital Infrastructure การทดลองโครงการนำร่องในสาขาที่มีศักยภาพ รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศผ่าน Trade Mission, Business Matching เครือข่ายผู้จัดจำหน่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมุ่งให้ทุกโครงการนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านธุรกิจและการลงทุนที่วัดผลได้




