เคาะไทยช่วยไทยเฟสใหม่ แจก 1 พันบาท ใช้ได้ 2 เดือน คืนสิทธิบัตรคนจนนร.-นศ. ตั้งสลักจิตอธิบดีสรรพากร ธีรลักษณ์คุมกรมธนารักษ์ กองทุนน้ำมันติดล23บแสนล้าน
เมื่อวันที่ 22 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ ต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส อีก 2 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 โดยให้วงเงินใช้จ่าย 1,000 บาท ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2569 ให้อยู่ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานฯ พ.ศ.2569 นอกจากนี้ ครม.ยังเห็นชอบโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 เพิ่มเติม เป็นผู้ผ่านคุณสมบัติตามโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นจำนวน 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิมได้รับวงเงินจำนวน 300 บาทต่อเดือน ได้เพิ่มอีก 700 บาทต่อเดือน โดยจะให้ในเดือนตุลาคม 2569
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” จะมุ่งเน้น คือ 1.การช่วยเหลือ และบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนกลุ่มเปราะบางผ่านกลไกของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และ 2.การบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย และประคับประคองกำลังซื้อภาคประชาชนรวมถึงช่วยเหลือผู้ค้าขายรายย่อยให้สามารถประกอบอาชีพได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)
นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ครม.มีมติเห็นชอบการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาคุณสมบัติผู้ได้รับสิทธิโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อคืนสิทธิให้แก่นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา และผู้เรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่ได้รับผลกระทบจากหลักเกณฑ์เดิม เรื่องนี้เป็นประเด็นที่กระทรวงศึกษาธิการพยามยามเร่งผลักดันให้เกิดการพิจารณาปรับปรุงและแก้ไขมาโดยตลอด เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้เรียน เพราะที่ผ่านมา มีนักเรียน และนักศึกษาบางส่วนต้องเผชิญกับทางเลือกที่ไม่ควรเกิดขึ้น คือการตัดสินใจว่าจะเรียนต่อ หรือรักษาสิทธิด้านสวัสดิการของรัฐ
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง โอน และย้ายข้าราชการพลเรือนสามัญระดับบริหารสูง เพื่อทดแทนตำแหน่งว่าง ตำแหน่งที่จะว่าง และสับเปลี่ยนหมุนเวียน จำนวน 8 ราย ได้แก่ 1.นางธาราพร สิงหพันธุ์ มหิทธาฟองกุล เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง 2.นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง 3.นางสาวสภัทร์พร ธรรมาภรณ์พิลาศ เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง 4.นายธีรลักษ์ แสงสนิท เป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ 5.นางสาวจิตรา ณีศะนันท์ เป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง 6.นางสาวสลักจิต พงษ์ศิริจันทร์ เป็นอธิบดีกรมสรรพากร 7.นายธิบดี วัฒนกุล เป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ8.นายพลจักร นิ่มวัฒนา เป็นผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ทั้งนี้ การแต่งตั้งส่วนใหญ่ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป
ด้านแหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้ฐานะกองทุนน้ำมันยังอยู่ในภาวะขาดสภาพคล่อง แม้ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลดลงในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สถานะกองทุนกลับมาดีขึ้น โดยยอดติดลบปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 92,000 ล้านบาท และยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยราว 700 ล้านบาทต่อวัน จากแนวโน้มดังกล่าว คาดว่ากองทุนน้ำมันจะมียอดติดลบแตะระดับ 1 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน ภายในช่วงปลายเดือนกันยายนหรือต้นเดือนตุลาคม 2569 โดยกองทุนจำเป็นต้องเตรียมแผนรองรับด้านสภาพคล่อง และการกู้เงินเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญที่จะต้องดำเนินการ สำหรับการกู้รอบใหม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณา โดยเบื้องต้นประเมินว่าหากต้องกู้เพื่อให้ครอบคลุมภาระหนี้อาจต้องเตรียมวงเงินระดับแสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม วงเงินที่แท้จริงยังต้องประเมินอีกครั้ง หลังหารือนโยบายกับปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน



