หน้าแรก เศรษฐกิจ ไทยเจ้าภาพจัด...

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก 12-18 ต.ค.นี้

22.09.26 | 15:47 น.

ไทยเจ้าภาพจัดประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก 12-18 ต.ค.นี้

ตามที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้กล่าวเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ถึงความจำเป็นในการปฏิรูปโครงสร้างทางการคลัง โดยระบุว่าหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 41.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในช่วงก่อนการระบาดของโควิด-19 มาอยู่ที่ร้อยละ 67.5 เทียบกับกรอบเพดานร้อยละ 70 คงเหลือพื้นที่ทางการคลังประมาณร้อยละ 3 ขณะที่รายได้สุทธิของรัฐบาลลดลงจากร้อยละ 16.7 ของ GDP ในปี 2559 มาอยู่ที่ประมาณร้อยละ 15 ในปี 2568 ซึ่งต่ำกว่าค่ากลางของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และกลุ่ม OECD ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มโครงสร้างประชากรที่คาดว่าจะมีผู้สูงอายุร้อยละ 28.4 ในปี 2577 ซึ่งจะกดดันทั้งฐานภาษีเงินได้และรายจ่ายด้านสวัสดิการไปพร้อมกันนั้น


เลขาธิการ สศช. ได้ตั้งคำถามว่า “ถ้ามีวิกฤตขนาดใหญ่อีกรอบหนึ่ง เราพร้อมหรือเปล่า” พร้อมเสนอกรอบการปฏิรูปสามด้าน ประกอบด้วย การจัดสรรงบประมาณไปสู่การลงทุนที่เพิ่มผลิตภาพในระยะยาว การออกแบบระบบสวัสดิการใหม่เพื่อลดความซ้ำซ้อน และการขยายฐานรายได้ของรัฐ ทั้งนี้ ข้อสังเกตประการหนึ่งคือ ในด้านรายได้ ภาครัฐมีกรอบดำเนินการที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว มิใช่เรื่องที่ยังต้องริเริ่มใหม่ แผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570-2573 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 กำหนดเป้าหมายเพิ่มรายได้รัฐประมาณ 2.63 แสนล้านบาท ยกระดับสัดส่วนรายได้จากร้อยละ 14.8 เป็นร้อยละ 15.1 ของ GDP ปรับลดสัดส่วนรายจ่ายจากประมาณร้อยละ 19 เหลือร้อยละ 18 และลดการขาดดุลให้ไม่เกินร้อยละ 3 ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2572

เมื่อพิจารณารายมาตรการ จะเห็นการจัดลำดับตามระดับความยากในการดำเนินการค่อนข้างชัดเจน

กลุ่มแรก คือการปรับอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 8.5 ในปี 2571 และร้อยละ 10 ในปี 2573 ซึ่งให้ผลด้านรายได้สูงที่สุด โดยทุก 1 จุดร้อยละให้รายได้ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาทต่อปี แต่มีต้นทุนทางการเมืองสูงที่สุดเช่นกัน และตามหลักวิชาควรดำเนินการพร้อมชุดมาตรการชดเชยผู้มีรายได้น้อย ในทางปฏิบัติจึงมีความเป็นไปได้จำกัดที่จะเกิดขึ้นก่อนปี 2571

Advertisement

กลุ่มที่สอง คือมาตรการระดับกลาง ได้แก่ การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซินและดีเซล 1 บาทต่อลิตรตั้งแต่ปี 2570 ภาษีคาร์บอน ภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำร้อยละ 15 ตามกรอบ Global Minimum Tax การจัดเก็บอากรขาเข้าสินค้านำเข้ามูลค่าต่ำกว่า 1,500 บาท และการขยายฐานผู้เสียภาษีผ่านระบบ Data Lake มาตรการกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ผูกพันกับเงื่อนไขภายนอก ทั้งระดับราคาพลังงาน ปฏิทินความตกลงระหว่างประเทศ และความพร้อมของระบบข้อมูล

กลุ่มที่สาม คือมาตรการที่อยู่ในอำนาจของฝ่ายบริหารทั้งหมด ดำเนินการได้ทันที ไม่ต้องตราพระราชบัญญัติใหม่ และไม่ได้เป็นการจัดเก็บจากฐานภาษีที่ยังไม่เคยจัดเก็บ ได้แก่ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่จากสองอัตราเป็นอัตราเดียว โดยมาตรการดังกล่าวมิได้เป็นเพียงมาตรการด้านสาธารณสุข หากแต่เป็นมาตรการด้านรายได้โดยตรง โครงสร้างสองอัตราที่ใช้มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 กำหนดอัตราตามมูลค่าร้อยละ 25 สำหรับบุหรี่ราคาขายปลีกแนะนำไม่เกิน 72 บาทต่อซอง และร้อยละ 42 สำหรับราคาเกินกว่านั้น ประกอบกับภาษีตามปริมาณ 1.25 บาทต่อมวน ผลที่เกิดขึ้นคือการเคลื่อนย้ายของสินค้าส่วนใหญ่ลงมาอยู่ต่ำกว่าระดับราคา 72 บาท ทำให้ภาษีที่จัดเก็บได้ต่อซองลดลง และมีการบริโภคสินค้าที่ไม่เสียภาษีเพิ่มขึ้นด้วย

ข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ปรากฏจากหน่วยงานจัดเก็บเอง โดยอธิบดีกรมสรรพสามิตได้เปิดเผยว่าโครงสร้างสองอัตราลดประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และระบุว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนตุลาคม 2569 ในขณะที่ในด้านการบังคับใช้กฎหมาย ข้อมูล 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 ปรากฏคดีความผิด 35,739 คดี เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.84 ค่าปรับประมาณ 6,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.98 โดยยาสูบเป็นหมวดที่มีจำนวนคดีสูงสุด และปรากฏบุหรี่ส่งออกที่ถูกลักลอบนำกลับเข้ามาจำหน่ายในประเทศ 500,000 ซอง

ทั้งนี้ รายได้จากปรับเป็นภาษีบุหรี่อัตราเดียวมิได้มีขนาดเพียงพอที่จะปิดช่องว่าง 2.63 แสนล้านบาทตามเป้าหมายของแผน ความสำคัญของมาตรการนี้จึงอยู่ที่การเป็นเครื่องชี้ความตั้งใจจริงและต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย กล่าวคือ เป็นมาตรการที่ทุกฝ่ายเห็นว่าเป็นปัญหามาเนิ่นาน มีการศึกษาจากหลายหน่วยงานที่ได้ข้อสรุปเดียวกัน และเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ขณะที่ภาษีมูลค่าเพิ่มกำหนดไว้ในปี 2571 ภาษีน้ำมันเริ่มในปี 2570

ทั้งนี้ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2569 ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยมีกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วม นับเป็นครั้งแรกในรอบ 35 ปี นับจากปี 2534

การประชุมดังกล่าวเป็นงานระดับโลกที่มีผู้แทนประเทศสมาชิกจากทั่วโลกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ นักลงทุนสถาบัน และสื่อการเงินระหว่างประเทศ อยู่ในกรุงเทพฯ พร้อมกัน นโยบายเศรษฐกิจ การเงิน และการคลังของประเทศเจ้าภาพย่อมอยู่ในความสนใจตามสมควร หากมีการออกมาตรการแก้ไขเชิงโครงสร้างในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะช่วยให้หลายๆ ฝ่าย มีความเชื่อมั่นในการแนวทางเพิ่มพื้นที่ทางการคลังของไทยมากขึ้นตามมา