หน้าแรก เศรษฐกิจ ไอทีดี ระดมคว...

ไอทีดี ระดมความเห็น ดันไทยดึงดูดลงทุน UNCTAD ชี้เอฟดีไอกระจุกตัวในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์

22.09.26 | 19:59 น.

ไอทีดี ระดมความเห็น ดันไทยดึงดูดลงทุน UNCTAD ชี้เอฟดีไอกระจุกตัวในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เปิด 6 อุตฯ แนะไทยสร้างโอกาส

เมื่อวันที่ 22 กันยายน นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ITD ร่วมกับ Harvard Club of Thailand และ UN Trade and Development (UNCTAD) จัดงานสัมมนาวิชาการนานาชาติ “Global Investment Trends and Thailand’s Strategic Opportunities: Insights from UNCTAD’s World Investment Report 2026” ที่โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok เพื่อระดมความคิดเห็นในการยกระดับการแข่งขันด้านการดึงดูดการลงทุนจากการมุ่งดึงเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว สู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่สามารถดึงดูดการลงทุนที่มีเทคโนโลยี ทักษะ และมูลค่าเพิ่มสูง เข้าสู่ประเทศไทย และการหามาตรการส่งเสริมให้ธุรกิจไทยออกไปลงทุนและสร้างเครือข่ายในตลาดต่างประเทศ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานและทิศทางเงินทุนโลก ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนระหว่างประเทศในปัจจุบัน ไม่ได้พิจารณาเพียงต้นทุนการผลิตหรือขนาดตลาดอีกต่อไป แต่นักลงทุนให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ความมั่นคงด้านพลังงาน ศักยภาพด้านนวัตกรรม และทักษะแรงงาน ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางการลงทุนโลก จากการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก และกติกาการค้าโลก


นายสุภกิจ กล่าวว่า ข้อมูลจาก World Investment Report 2026 (WIR 2026) ระบุว่า ในปี 2025 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลก มีมูลค่า 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 6% หลังจากหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี FDI ที่เข้าสู่ไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 30% แต่ตัวเลขดังกล่าวไม่ควรถูกมองเป็นเพียงความสำเร็จในการดึงเงินลงทุนเข้าประเทศ และมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการลงทุนไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล อาทิ AI , ดาต้า เซ็นเตอร์ , เซมิคอนดักเตอร์ , การลงทุนผลิตแร่ธาตุสำคัญ และเทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งสะท้อนว่า การดึงดูดการลงทุน จะต้องมีการเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ ซึ่งในส่วนของไทย พบว่า ไทยมีศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนเหล่านี้ ทั้งมีโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน นิเวศนวัตกรรม การอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดในภูมิภาค ซึ่งสามารถแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ การจัดงาน ได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระดับโลกจาก UNCTAD มุมมองเชิงยุทธศาสตร์จาก Harvard และประสบการณ์ตรงจากภาคธุรกิจ เพื่อให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้ประกอบการ ได้เห็นภาพว่าเงินทุนโลกกำลังเคลื่อนไปในทิศทางใด และประเทศไทยจะสามารถวางตำแหน่งของตนเอง เพื่อคว้าโอกาสจากการลงทุนระลอกใหม่ได้อย่างไร

Advertisement

” พบว่า 3 ประเด็นที่มีผลต่อการตัดสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศนั้นๆ คือ กฎหมายที่ไม่เป็นอุปสรรค โครงสร้างสาธาณูปโภค และนโยบายการส่งเสริมการลงทุนและมาตรการสนับสนุน โดย ITD จะส่งผลการศึกษา การเปิดรับฟังและข้อเสนอทั้งจากในประเทศและต่างชาติ เสนอให้หน่วยงานต่างๆในรัฐบาล นำไปประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายหลักของรัฐบาล วันนี้ โจทย์ของประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการทำอย่างไรให้เงินลงทุนเข้ามา แต่ต้องทำอย่างไรให้การลงทุนที่เข้ามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะบุคลากร การเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก และการสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งไทยจะต้องเตรียมความพร้อม เพื่อดึงดูดการลงทุนที่สร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเทคโนโลยี บุคลากร นวัตกรรม หากทำได้ การลงทุนจะไม่ใช่เพียงเงินทุนที่เข้ามา แต่จะเป็นเครื่องยนต์ใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย” นายสุภกิจ กล่าว

นายริชาร์ด โบลวิจน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยการลงทุน กองการลงทุนและวิสาหกิจ องค์การสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เปิดเผยถึงทิศทางการลงทุนโลกว่า แม้ภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังมีแนวโน้มขยายตัว แต่โครงสร้างของเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเงินทุนเริ่มกระจุกตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งอนาคต สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน ยังคงมีศักยภาพในการเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังมีโครงการลงทุนที่อยู่ในขั้นเตรียมการจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม การประกาศโครงการลงทุนใหม่ในภาคการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่อุปทานยังมีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นประเด็นที่ประเทศในภูมิภาคต้องจับตาอย่างใกล้ชิด AI–Data Center–Semiconductor ดัน FDI โลกเปลี่ยนเกม

” อุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์, ปัญญาประดิษฐ์ (AI), Data Center, Cloud Services, แร่สำคัญ (Critical Minerals), เทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีขั้นสูง อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์เหล่านี้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมากในเงินลงทุนทั่วโลก จากประมาณ 16% เมื่อ 5 ปีก่อน เพิ่มเป็น 44% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าโครงสร้างการลงทุนโลกกำลังเปลี่ยนจากการมองหาเพียงต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้ ไปสู่การมองหาประเทศที่มี เทคโนโลยี นวัตกรรม โครงสร้างพื้นฐาน และบุคลากรที่มีทักษะสูง สำหรับไทยและอาเซียน จึงไม่จำเป็นต้องแข่งขันเพื่อดึงการลงทุนทุกประเภท แต่ควรเลือกพัฒนา Niche Sectorที่สอดคล้องกับจุดแข็งของแต่ละประเทศ เพื่อสร้างความได้เปรียบในระยะยาว ”

นายริชาร์ด กล่าวว่า สำหรับ Data Center ต้องดึงมากกว่าแค่ “ศูนย์ข้อมูล”หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีโอกาสสำคัญคือ Data Center แต่ UNCTAD มองว่า การดึงดูด Data Center เพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะธุรกิจประเภทนี้ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูง ขณะที่การลงทุนด้านพลังงาน น้ำ และระบบสาธารณูปโภคที่รองรับกลับต้องพัฒนาไปพร้อมกัน ดังนั้น ไทยควรมองให้ไกลกว่าการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน Data Center โดยต้องพยายามดึงดูด ธุรกิจบริการที่มีมูลค่าเพิ่ม เทคโนโลยีขั้นสูง และบริการดิจิทัลที่เกี่ยวเนื่อง เข้ามาด้วย เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น นอกจากนี้ UNCTAD ยังชี้ว่า หากไม่นับรวมอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ การลงทุนในภาคการผลิตแบบดั้งเดิมทั่วโลกลดลงอย่างชัดเจนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และเงินลงทุนมีแนวโน้มกระจุกตัวในประเทศรายได้สูงมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงไทย ต้องเผชิญกับการแข่งขันเพื่อแย่งชิงโครงการลงทุนในภาคการผลิตที่มีจำนวนลดลง ขณะเดียวกัน ภาคบริการกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นในโครงสร้าง FDI โลก โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การเลือกส่งเสริมบริการที่นำเทคโนโลยี องค์ความรู้ และสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเข้ามาในประเทศ ซึ่งจะช่วยยกระดับเศรษฐกิจได้มากกว่าการพึ่งพาการผลิตที่ใช้แรงงานและต้นทุนเป็นหลัก