เปิดแผน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน ต้องใช้หมดก่อนปี 70 ห้ามดูงาน-ซื้อของแจก-ซอยงบ
เมื่อวันที่ 23 กันยายน รายงานข่าว เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงหลักเกณฑ์การพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 2 แสนล้านบาท จากกรอบวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่า จะพิจารณาโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ กรอบแนวคิด หลักเกณฑ์ และแนวทางที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.ก.ดังต่อไปนี้
รายงานข่าว ระบุว่า สำหรับกรอบแนวคิดและแนวทางการพิจารณาโครงการที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามแผนงานหรือโครงการที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนดฯ นั้น ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายและข้อจำกัดจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก รวมถึงระดับและความผันผวนของราคาพลังงานภายในประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคพลังงานและภาคคมนาคมขนส่งยังเป็นภาคส่วนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับภาคส่วนอื่นของประเทศ อีกทั้งประเทศไทยยังมีการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานของประเทศมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์และความผันผวนของตลาดพลังงานโลก ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) อย่างเป็นระบบเพื่อให้อนาคตประเทศไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน สู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี พ.ศ 2593 หรือ ค.ศ. 2050
เปิด 6 วัตถุประสงค์เร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
รายงานข่าว ระบุว่า ด้านวัตถุประสงค์การดำเนินการ ได้แก่ 1.เพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน และเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนหรือพลังงานทางเลือกของภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป เพื่อเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน 2.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นเพิ่มมากขึ้น (More Flexible Power System) ด้วย Grid Modernization รวมถึงการใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) เพื่อให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน (VRE) ได้อย่างมีเสถียรภาพและปลอดภัย 3.ส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์และระบบพลังงานให้มีประสิทธิภาพและความอัจฉริยะ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เทคโนโลยีอัจฉริยะ และระบบบริหารจัดการพลังงานเพื่อรองรับการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า การผลิตและการใช้พลังงานแบบกระจายศูนย์ และยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ
รายงานข่าว ระบุว่า 4.ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีที่จำเป็น เพื่อกระตุ้นความต้องการใช้และการลงทุนจากภาคเอกชน 5.พัฒนาและยกระดับบุคลากรในอุตสาหกรรมพลังงานให้มีความเชี่ยวชาญด้านระบบโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เทคโนโลยีพลังงานสะอาด เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมใหม่ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ 6.พัฒนาทักษะประชาชนด้านพลังงานและดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อให้สามารถผลิต ใช้ แลกเปลี่ยน และบริหารจัดการพลังงานได้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
โครงการต้องพร้อมทำ เสร็จปี 70-ชี้ผลลดคาร์บอน
รายงานข่าว ระบุว่า ส่วนหลักเกณฑ์และแนวทางการพิจารณาแผนงานหรือโครงการที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนดฯ ได้แก่ 1.เป็นแผนงานหรือโครงการที่มีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับแผนงานหรือโครงการที่ 2 ตามที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนดฯ 2.เป็นแผนงานหรือโครงการที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันโดยเร็วแต่ไม่ได้รับจัดสรรงบประมาณ หรือได้รับจัดสรรงบประมาณไว้แล้ว แต่มีจำนวนไม่เพียงพอ 3.เป็นแผนงานหรือโครงการที่ยึดหลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความต้องการของประชาชนและชุมชน ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยหน่วยงานเจ้าของแผนงานหรือโครงการจะต้องรายงานผล การดำเนินงานที่เปิดเผยต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง 4.เป็นแผนงานหรือโครงการที่มีความพร้อมสามารถดำเนินการได้ทันทีภายหลังจากที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องในแต่ละกรณี
รายงานข่าว ระบุว่า 5.เป็นแผนงานหรือโครงการที่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จภายในวันที่ 30 กันยายน 2570 และเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 ธันวาคม 2570 6.เป็นแผนงานหรือโครงการที่มีความเหมาะสมและเป็นไปได้ทั้งด้านเทคนิค (วิธีการหรือรูปแบบที่ใช้ในการดำเนินการ) ด้านกายภาพ (ความพร้อมของพื้นที่ดำเนินงาน บุคลากร การบริหารความเสี่ยง และการบริหารจัดการ) และด้านงบประมาณ (ความสมเหตุสมผลของวงเงินกับประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินโครงการ และการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบในการดำเนินโครงการ) รวมทั้ง เป็นแผนงานหรือโครงการที่ส่งเสริมสนับสนุนการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย และ 7.เป็นแผนงานหรือโครงการที่มีความคุ้มค่าในการดำเนินงานและก่อให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจหรือสังคมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายพระราชกำหนด โดยต้องแสดงผลลัพธ์และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับอย่างชัดเจน โดยแสดงตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายที่สะท้อนถึงความคุ้มค่าและผลสำเร็จจากการดำเนินโครงการ อาทิ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่คาดว่าจะลดได้ ปริมาณการลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ฯลฯ รวมทั้งต้องสามารถแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสถานะของค่าเป้าหมายก่อนและหลังการดำเนินโครงการได้
ตัดงบดูงานนอก ห้ามใช้งบซ้ำซ้อน
รายงานข่าว ระบุว่า 8.ข้อกำหนดลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะของแผนงานหรือโครงการ มีดังนี้ 1.ต้องไม่เป็นการจ้างที่ปรึกษาศึกษาวิจัย การศึกษาดูงาน และการเดินทางไปต่างประเทศ 2.ต้องไม่เป็นการจัดซื้อวัสดุ/ครุภัณฑ์เพื่อแจกจ่ายแก่ประชาชนโดยตรง (ยกเว้นเป็นวัสดุประกอบการฝึกอบรมอาชีพ) 3.ต้องไม่เป็นการแบ่งซื้อแบ่งจ้าง/ไม่เป็นการแบ่งย่อยโครงการใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กจำนวนมาก โดยกรณีที่มีการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 หรือกฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
รายงานข่าว ระบุว่า 4.แหล่งเงินของแผนงานหรือโครงการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือแหล่งเงินอื่น เช่น เงินสนับสนุน/เงินอุดหนุนจากหน่วยงานรัฐอื่น เงินรายได้ของหน่วยงาน และกองทุนนอกงบประมาณ เป็นต้น และ 5.กรณีเป็นการจัดหาระบบ อุปกรณ์ และเทคโนโลยี ต้องสอดคล้องกับมาตรฐาน กฎระเบียบ และข้อกำหนดทางเทคนิคที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถใช้งาน เชื่อมโยง และบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน
เปิดหน่วยงานยื่นถึง30ก.ย.
รายงานข่าว ระบุว่า ภายใต้กรอบแนวคิดและแนวทางการพิจารณาโครงการที่มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตามแผนงานหรือโครงการที่ 2 ภายใต้พระราชกำหนดฯ นั้น เปิดให้หน่วยงานต่าง กระทรวงต่างๆ ยื่นโครงการภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ นอกจากนี้ภายใต้วงเงิน 2 แสนล้านบาท ยังเตรียมสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์ ที่รัฐบาลมีนโยบายให้เงินอุดหนุน 5 หมื่นบาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าคลอบคลุมประชาชน 1.5 ล้านครัวเรือน และสำหรับเงินที่ใช้ในการติดตั้งโซลาร์เซลล์ส่วนที่เหลือ จะมีการสนับสนุนสินเชื่อจากสถาบันการเงินภาครัฐ ได้แก่ ธอส. ธนาคารออมสิน และธกส.



