หน้าแรก เศรษฐกิจ เอกชน หวั่น ม...

เอกชน หวั่น มอก.ล็อกสเปก-กระจุกผู้ติดตั้ง เสนอรัฐลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เปิดเสรีโซลาร์

23.09.26 | 15:02 น.

‘เอกชน’ หวั่น มอก.ล็อกสเปก-กระจุกผู้ติดตั้ง เสนอรัฐลดขั้นตอนซ้ำซ้อน เปิดเสรีโซลาร์ ชี้ 10,000 MW เสี่ยงสะดุดทั้งของและช่าง


นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด (NEPS) เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงโครงการโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ (MW) จำนวน 1.5 ล้านครัวเรือน ที่มีเป้าหมายขยายการติดตั้งในภาคประชาชน ว่า ในมุมมองของภาคเอกชน ยังมีข้อกังวลหลายประเด็น โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานอุปกรณ์และเงื่อนไขของผู้ติดตั้ง หากออกแบบหลักเกณฑ์ไม่เหมาะสม อาจทำให้ตลาดกระจุกตัวและเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างผู้ประกอบการ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือมาตรฐานของอุปกรณ์ที่จะนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ซึ่งปัจจุบันมีผู้ผลิตจากต่างประเทศจำนวนมาก ขณะที่กระบวนการตรวจสอบและรับรองมาตรฐานอาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการแข่งขัน หากกำหนดให้ต้องผ่านกระบวนการเพิ่มเติมจากมาตรฐานสากล

“วันนี้สิ่งที่จะนำเข้ามาขายในประเทศไทยต้องผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน และมีการพูดถึงการนำมาตรฐานสากลอย่าง IEC มาเทียบกับมาตรฐาน มอก. แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หากกระบวนการตรวจสอบใช้เวลานานและมีจำนวนโรงงานที่ผ่านการรับรองจำกัด ก็อาจกลายเป็นการล็อกสเปกโดยไม่ตั้งใจ” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ปัจจุบันโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์ทั้งในจีนและต่างประเทศที่เคยจำหน่ายสินค้าเข้ามาในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่า 100 บริษัท แต่โรงงานที่ผ่านกระบวนการตรวจสอบและได้รับการอนุมัติแล้วมีจำนวนจำกัดเมื่อเทียบกับตลาดทั้งหมด ซึ่งหากโครงการขนาดใหญ่กำหนดให้ใช้เฉพาะสินค้าจากโรงงานที่ผ่านเงื่อนไขดังกล่าว อาจทำให้ผู้ประกอบการบางกลุ่มได้รับประโยชน์มากกว่ารายอื่น ซึ่งปัจจุบันมีโรงงานที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองแล้วประมาณ 10 บริษัท

Advertisement

นายตรีรัตน์ กล่าวอีกว่า กระบวนการติดฉลากหรือทำเครื่องหมายตามมาตรฐานของไทยอาจเพิ่มต้นทุนให้กับผู้ผลิต เนื่องจากโรงงานในต่างประเทศที่ผลิตสินค้าเพื่อหลายประเทศสามารถผลิตจากสายการผลิตเดียวกัน แต่หากต้องแยกสินค้าเฉพาะสำหรับประเทศไทย ต้องมีขั้นตอนเพิ่มเติม เช่น การแยกล็อตสินค้า การติดเครื่องหมายมาตรฐาน และการตรวจสอบตามเงื่อนไขของไทย ซึ่งท้ายที่สุดต้นทุนอาจสะท้อนกลับมายังราคาแผงโซลาร์เซลล์

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับแผงโซลาร์เซลล์อาจยังไม่ใช่คอขวดหลัก แต่ อินเวอร์เตอร์ มีความเสี่ยงมากกว่า เนื่องจากปริมาณตลาดปัจจุบันยังห่างจากเป้าหมายโครงการ ซึ่งที่ผ่านมาไทยมีการจำหน่ายอินเวอร์เตอร์ประมาณ 600-700 MW ต่อปี ขณะที่หากโครงการเดินหน้าในระดับ 1 ล้านครัวเรือน และแต่ละครัวเรือนติดตั้งประมาณ 5 กิโลวัตต์ จะคิดเป็นกำลังการผลิตรวมประมาณ 5,000 MW

“ถ้าตลาดเดิมอยู่ประมาณ 700 MW แล้วจะขยับไป 5,000 MW หรือเป้าหมายสูงสุด 10,000 MW สินค้าจะเพียงพอหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมการล่วงหน้า เพราะช่วงแรกอาจเกิดปัญหาสต๊อกไม่เพียงพอและราคาสูงขึ้น” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดสำคัญเรื่อง จำนวนผู้ติดตั้ง เนื่องจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในระดับหลายแสนถึงหลักล้านครัวเรือน จำเป็นต้องมีช่างและผู้ติดตั้งจำนวนมากกระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นคอขวดของโครงการ ทั้งนี้ หากต้องติดตั้งให้ได้ 500,000 หลังคาเรือนภายในระยะเวลาที่กำหนด จะต้องมีการติดตั้งเฉลี่ยหลายพันหลังต่อวัน ซึ่งหมายความว่าต้องมีผู้ติดตั้งจำนวนมากเพียงพอ และต้องกระจายตัวครอบคลุมทุกจังหวัด ไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่ได้

“เรื่องช่างเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก หากต้องติดตั้งในระดับ 1 ล้านครัวเรือน จำนวนผู้ติดตั้งต้องมากกว่าหลายพันราย และต้องกระจายอยู่ทั่วประเทศ ไม่ใช่มีเฉพาะบริษัทใหญ่หรือผู้ติดตั้งบางกลุ่ม เพราะถ้าไม่มีช่างเพียงพอ ต่อให้มีอุปกรณ์ โครงการก็เดินหน้าไม่ได้” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ภาครัฐควร เปิดตลาดให้กว้างที่สุด ทั้งในส่วนของอุปกรณ์และผู้ติดตั้ง โดยใช้มาตรฐานเป็นเกณฑ์ควบคุมคุณภาพ แต่ไม่ควรใช้มาตรฐานเป็นเครื่องมือจำกัดจำนวนผู้ประกอบการ
ในส่วนของผู้ติดตั้ง และควรใช้อบรมและให้ความรู้เป็นหลัก เช่น จัดอบรมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศเข้าใจมาตรฐานอุปกรณ์ ขั้นตอนการติดตั้ง การยื่นขออนุญาต รวมถึงกระบวนการขายไฟคืนให้การไฟฟ้า แทนการกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ผู้ติดตั้งผ่านการคัดเลือกได้เพียงจำนวนจำกัด

“ผมอยากให้ทุกคนมีความรู้และมีมาตรฐานเดียวกัน แต่ไม่ใช่การคัดเลือกผู้ติดตั้งแล้วปิดตลาดให้เหลือเฉพาะบางราย ควรเปิดเสรีและใช้การอบรมเพื่อยกระดับผู้ประกอบการมากกว่า” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า หากมีทั้งกระบวนการรับรองมาตรฐานอุปกรณ์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังมีการขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้งกับการไฟฟ้าอีกชั้นหนึ่ง อาจทำให้เกิดขั้นตอนซ้ำซ้อน เพิ่มทั้งระยะเวลาและต้นทุนของโครงการ จึงควรบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานการไฟฟ้าให้เป็นระบบเดียวกัน

“นโยบายของกระทรวงพลังงานต้องการสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์มากขึ้น แต่ถ้าอีกด้านหนึ่งมีกระบวนการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็อาจสวนทางกับเป้าหมายของนโยบาย จึงควรคุยกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการให้มากขึ้นก่อนออกหลักเกณฑ์” นายตรีรัตน์กล่าว

นายตรีรัตน์ กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่ต้องการเห็นจากภาครัฐคือการออกแบบโครงการที่ เปิดกว้าง โปร่งใส และแข่งขันได้จริง ตั้งแต่ต้นน้ำคือการนำเข้าและมาตรฐานอุปกรณ์ ไปจนถึงปลายน้ำคือผู้ติดตั้งและการรับซื้อไฟ โดยมาตรฐานควรทำหน้าที่คุมคุณภาพ ไม่ใช่กลายเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ตลาดเหลือผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย เพราะท้ายที่สุดการแข่งขันที่เปิดกว้างจะช่วยให้ประชาชนมีทางเลือกและได้รับประโยชน์จากโครงการมากที่สุด

นายตรีรัตน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ ส่วนรูปแบบโครงการ โดยเฉพาะราคารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินจากประชาชนที่มีการพูดถึงประมาณ 2.20 บาทต่อหน่วย ถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อแรงจูงใจในการติดตั้งโซลาร์เพื่อขายไฟเข้าสู่ระบบ เนื่องจากประชาชนจะเปรียบเทียบระหว่างการขายไฟคืนให้รัฐกับการนำไฟที่ผลิตได้มาใช้เอง หากซื้อไฟจากระบบในราคาประมาณ 4 บาทต่อหน่วย แต่ขายคืนได้เพียง 2.20 บาทต่อหน่วย ประชาชนย่อมมีแรงจูงใจใช้ไฟที่ผลิตเองมากกว่าขายคืน เพราะช่วยลดค่าไฟได้มากกว่า ดังนั้น หากรัฐต้องการรับซื้อไฟจากประชาชนในปริมาณมาก ควรทบทวนโครงสร้างราคาให้เหมาะสม โดยอาจเลือกปรับลดราคาขายไฟให้สอดคล้องกับราคารับซื้อ หรือปรับเพิ่มราคารับซื้อเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าร่วมโครงการ

“ถ้าซื้อถูกแล้วขายแพง คนที่ได้ประโยชน์จากส่วนต่างมากที่สุดก็จะเป็นคนกลาง แต่หากรัฐต้องการให้ประชาชนเป็นผู้ผลิตไฟและเข้ามามีส่วนร่วมจริง ต้องออกแบบราคาให้ประชาชนมีแรงจูงใจที่จะขายไฟเข้าระบบ” นายตรีรัตน์กล่าว