Rebuild SMEs เสริมแกร่งธุรกิจ
ลดต้นทุนขนส่ง 11% ต่อปี
ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว และสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) จึงได้เดินหน้า “โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs)” เพื่อช่วยเหลือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ให้ฟื้นตัวกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว
ดีพร้อมช่วยธุรกิจแก้ปัญหาตรงจุด
โครงการ Rebuild SMEs ณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม ให้รายละเอียดว่า ดีพร้อมได้เข้าไปสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ฟื้นฟูธุรกิจแบบครบวงจรใน 3 ระยะ ประกอบด้วย
1.การวินิจฉัยสถานประกอบการเชิงลึก เพื่อประเมินระดับผล กระทบ ปัญหา และความต้องการของผู้ประกอบการในแต่ละด้าน ทั้งการผลิต การเงิน การตลาด และห่วงโซ่อุปทาน เพื่อวางแนวทางช่วยเหลือให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละธุรกิจ
2.การให้คำปรึกษาเชิงลึก ที่สถานประกอบการ โดยทีมผู้เชี่ยวชาญจะเข้าไปร่วมวางแผนฟื้นฟูและปรับโมเดลธุรกิจ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน พัฒนากระบวนการบริหารจัดการ ตลอดจนสนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมสมัยใหม่ ให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทยในระยะยาว
3.การสร้างโอกาสทางการตลาด และการเชื่อมโยงธุรกิจ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงคู่ค้าใหม่ เครือข่ายธุรกิจ และช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเชื่อมโยงโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน
รวมทั้งยังได้เข้าไปช่วยผู้ประกอบการพัฒนากิจการที่ครอบคลุมทุกด้าน เริ่มตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารจัดการ การตลาด การเงิน การพัฒนาบุคลากร มาตรฐาน การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ โครงการนี้ได้ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้ประกอบการรวม 800 กิจการ
โดยผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการนี้ คาดหวังให้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมสามารถกลับมาเปิดดำเนินการใหม่ได้อีกครั้ง และต่อยอดไปสู่การปรับตัวให้แข่งขันในเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ได้อย่างแข็งแกร่ง ผ่านการฟื้นฟูอย่างเป็นระบบ ทั้งด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจ
แนวคิดนี้เห็นภาพชัดขึ้นเมื่อมองผ่านกรณีของ บริษัท เอส แอนด์ พี ฟอร์มูเลเตอร์ จำกัด ที่สามารถเปลี่ยนปัญหาเรื่องต้นทุนและการจัดการขนส่ง ไปสู่การใช้ข้อมูลให้เป็นเครื่องมือในการบริหารธุรกิจ
S&P Formulator ต้นแบบใช้ข้อมูลลดต้นทุนผลิต
ทั้งนี้ บริษัท เอส แอนด์ พี ฟอร์มูเลเตอร์ จำกัด เป็นหนึ่งในกิจการที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งได้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ป้องกันและกำจัดศัตรูพืชมาตั้งแต่ปี 2527 โดยมีลูกค้ากระจายอยู่หลายพื้นที่ทั่วประเทศ ทำให้ระบบขนส่งกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของธุรกิจ ปัญหาหลักก่อนเข้าร่วมโครงการเกิดจากข้อมูลการดำเนินงานทั้งข้อมูลคำสั่งส่งสินค้า ข้อมูลรถ เส้นทาง และค่าใช้จ่าย ขาดความเชื่อมโยง ทำให้การจัดการ ด้านโลจิสติกส์ขาดประสิทธิภาพ มีต้นทุนสูง และต้องพึ่งพาประสบการณ์ของบุคลากรค่อนข้างมาก
โดย วริศ ชัยพุฒิ กรรมการบริษัทและตัวแทนฝ่ายบริหาร บริษัท เอส แอนด์ พี ฟอร์มูเลเตอร์ จำกัด อธิบายถึงโจทย์ก่อนเข้าร่วมโครงการว่า บริษัทต้องการนำข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น เพื่อให้การตัดสินใจดีขึ้น ใช้รถได้คุ้มค่าขึ้น และลดต้นทุนโดยไม่กระทบต่อการส่งมอบสินค้าให้กับลูกค้า
เมื่อวิเคราะห์ลงไปในรายละเอียด พบว่าบริษัทมีต้นทุนการขนส่งประมาณ 3.54 ล้านบาทต่อปี ในจำนวนนี้มีการจ้างรถขนส่งภายนอกประมาณ 0.74 ล้านบาทต่อปี ขณะที่รถของบริษัทบางส่วนมีอัตราการใช้งานต่ำ จึงมีโอกาสเกิดทั้งเที่ยวรถเปล่า การบรรทุกไม่เต็มประสิทธิภาพ และการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ ผู้บริหารและผู้วางแผนยังไม่สามารถมองเห็นข้อมูลสำคัญ เช่น ต้นทุนต่อเที่ยว ความจุรถที่เหลืออยู่ แผนงานเทียบกับการดำเนินงานจริง หรือความผิดปกติต่างๆ จากระบบเดียวกัน ส่งผลให้การตัดสินใจบางส่วนล่าช้าและขึ้นอยู่กับบุคลากร ซึ่งปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม หลังการวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับทีมที่ปรึกษาของดีพร้อม จึงเกิดการพัฒนา “SP Smart Move” โดยนำ DIPROM SMART MOVE เข้ามาช่วยยกระดับการวางแผนจัดส่งและควบคุมต้นทุน โดยหัวใจของการเปลี่ยนแปลงคือการขยับจาก “ตัดสินใจจากประสบการณ์เป็นหลัก” ไปสู่ “ตัดสินใจจากข้อมูลประกอบกับประสบการณ์” โดยนำระบบเข้ามาช่วยแก้ไข 3 เรื่องสำคัญ
ประการแรก คือ การทำให้บริษัทเห็นต้นทุนการขนส่งเป็นรายเที่ยว แทนที่จะเห็นเพียงค่าใช้จ่ายรวมในช่วงปลายเดือน ทำให้สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ในแต่ละงานควรใช้รถของบริษัทหรือจ้างรถภายนอก
ประการที่สอง คือ การนำคำสั่งส่งสินค้าหลายรายการมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อค้นหาโอกาสในการรวมเที่ยว จัดลำดับจุดส่ง และเลือกรถให้เหมาะสมกับน้ำหนักและปริมาตรของสินค้า
ประการที่สาม คือ การติดตามตัวชี้วัดสำคัญ เช่น อัตราการใช้ประโยชน์ของรถ การวิ่งเที่ยวเปล่า ต้นทุนต่อเที่ยว และการส่งมอบตรงเวลา ทำให้ทีมงานมองเห็นความผิดปกติและเข้าไปแก้ปัญหาได้รวดเร็วขึ้น
โดยเทคโนโลยีที่นำมาใช้ไม่ได้เข้ามาทดแทนคน แต่เข้ามาเพิ่มความสามารถของคนในการตัดสินใจ ซึ่งระบบจะเสนอทางเลือกจากข้อมูล ขณะที่คนจะเป็นผู้วางแผน และพิจารณาข้อจำกัดของงานจริง ไม่ว่าจะเป็นเวลาส่งสินค้า ประเภทรถ พื้นที่ปลายทาง หรือความพร้อมของพนักงานขับรถ ก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย
แนวทางนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ SMEs ที่กำลังคิดเรื่อง Digital Transformation หรือการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล เพราะการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากระบบขนาดใหญ่เสมอไป แต่ควรเริ่มจากคำถามง่ายๆ ว่า ปัญหาที่ต้องการแก้คืออะไร และมีข้อมูลอะไรอยู่ในมือแล้วบ้าง
วริศ ยังให้รายละเอียดว่า หลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของดีพร้อม ได้ทดลองใช้ระบบเข้ามาช่วยบริหารจัดการ และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกันอย่างชัดเจน ทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนขนส่งจากประมาณ 3.54 ล้านบาทต่อปี เหลือประมาณ 3.14 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นผลประหยัดประมาณ 400,357 บาทต่อปี หรือราว 11% ในด้านกระบวนการทำงาน เวลาที่ใช้ในการเตรียมข้อมูลและเอกสารจัดส่งลดจากประมาณ 136 นาที เหลือ 56 นาทีต่อวัน เท่ากับลดเวลาลงประมาณ 80 นาทีต่อวัน
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกกว่าตัวเลข ผลลัพธ์ที่สำคัญอาจไม่ใช่เพียงเงิน 4 แสนบาทที่ประหยัดจากค่าขนส่ง แต่คือการสร้าง “ระบบคิด” ใหม่ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร จากเดิมที่ข้อมูลมีหน้าที่บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ให้กลายเป็นข้อมูลที่ช่วยตอบคำถามก่อนตัดสินใจ เช่น มีทางเลือกอะไรบ้าง และแต่ละทางเลือกจะมีต้นทุนเท่าไร จากเดิมที่ประสิทธิภาพของรถอาจถูกมองจากความรู้สึกหรือประสบการณ์ กลายเป็นการติดตามผ่านตัวชี้วัดที่สามารถตรวจสอบและพัฒนาต่อเนื่องได้ รวมทั้งยังได้เปลี่ยนไปสู่กระบวนการทำงานที่มีข้อมูลและหลักเกณฑ์รองรับ
จะเห็นว่าโครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง SMEs (Rebuild SMEs) ตอบโจทย์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในเวลานี้อย่างมาก!!



