ทิศทางพลังงานของไทยกำลังเดินหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น โดยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ในอนาคตวางเป้าหมายให้พลังงานสะอาดมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นกว่า 70% ของระบบไฟฟ้า ส่งผลให้การบริหารจัดการระบบไฟฟ้าต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นและรองรับแหล่งพลังงานที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จึงเร่งศึกษาและพัฒนาระบบไฟฟ้าให้สามารถรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ทั้งการปรับปรุงโรงไฟฟ้าเดิมให้สามารถเพิ่มหรือลดกำลังผลิตได้รวดเร็ว การติดตั้งอุปกรณ์ในระบบส่งที่ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของระบบได้ดีขึ้น รวมถึงการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงาน ทั้งระบบสูบน้ำกลับ (Pumped Hydro) และแบตเตอรี่ เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการผลิตและการใช้ไฟฟ้า
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวในงานสัมมนาแห่งปี Beyond ESG: Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย ว่า หัวใจสำคัญของระบบไฟฟ้าในอนาคตยังอยู่ที่การรักษาความมั่นคงของระบบและการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลง เนื่องจากไฟฟ้ามีลักษณะแตกต่างจากสินค้าทั่วไป เพราะปัจจุบันการกักเก็บไฟฟ้าไว้เป็นเวลานานยังมีต้นทุนและการสูญเสียพลังงาน จึงจำเป็นต้องผลิตไฟฟ้าให้สอดคล้องกับความต้องการใช้
“ระบบไฟฟ้าจึงจำเป็นต้องมีกำลังผลิตสำรอง เพื่อรองรับกรณีโรงไฟฟ้าบางแห่งหยุดเดินเครื่อง ซ่อมบำรุง หรือเกิดเหตุขัดข้อง โดยโรงไฟฟ้าสำรองจะถูกเรียกใช้งานตามลำดับความเหมาะสมด้านต้นทุน” นายวฤตกล่าว พร้อมเปรียบเทียบว่า ระบบดังกล่าวคล้ายกับการมีรถยนต์สำรองหลายคัน เมื่อจำเป็นต้องนำมาใช้งาน ก็ต้องเลือกคันที่มีประสิทธิภาพและใช้เชื้อเพลิงน้อยที่สุด
สำหรับเป้าหมายด้านพลังงานสะอาด นายวฤตระบุว่า กฟผ. ยังคงให้ความสำคัญกับเป้าหมาย Net Zero 2050 โดยพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งพลังน้ำ พลังงานหมุนเวียน และแหล่งพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอน ซึ่งในอนาคตอาจมีสัดส่วนรวมมากกว่า 70% และสามารถเพิ่มขึ้นได้อีกตามพัฒนาการของเทคโนโลยีและแผน PDP
อย่างไรก็ตาม การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนทำให้ระบบไฟฟ้าต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เนื่องจากพลังงานบางประเภทมีความผันผวนตามสภาพอากาศ กฟผ. จึงเดินหน้าทั้งการปรับปรุงโรงไฟฟ้า ระบบส่ง และระบบกักเก็บพลังงาน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างทดลองระบบแบตเตอรี่ในพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น ลพบุรีและชัยภูมิ เพื่อศึกษาความเหมาะสมในการใช้งานจริง เนื่องจากสภาพอากาศของไทยทำให้แบตเตอรี่จำเป็นต้องใช้ระบบทำความเย็น ซึ่งอาจมีผลต่อต้นทุนและประสิทธิภาพ ขณะที่ระบบสูบน้ำกลับ (Pumped Hydro) มีจุดเด่นด้านการรองรับระบบในระยะยาว
นอกจากการเพิ่มกำลังผลิตและระบบกักเก็บพลังงานแล้ว กฟผ. ยังให้ความสำคัญกับ Demand Response หรือการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถปรับลดการใช้ไฟในช่วงที่ระบบมีภาระสูง รวมถึงการดูแลเรื่องความเฉื่อยของระบบไฟฟ้า ซึ่งจะยิ่งมีความสำคัญเมื่อพลังงานหมุนเวียนเข้ามามีสัดส่วนสูงขึ้น
อีกหนึ่งทางเลือกที่ กฟผ. กำลังศึกษา คือ Small Modular Reactor (SMR) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก ซึ่งถูกมองเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพและไม่ปล่อยคาร์บอน โดยจุดเด่นของ SMR คือการออกแบบให้สามารถผลิตชิ้นส่วนจากโรงงานแล้วนำมาประกอบติดตั้ง ช่วยลดความซับซ้อนของการก่อสร้างเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่
นอกจากนี้ SMR ยังได้รับการออกแบบให้มีระบบความปลอดภัยที่สามารถทำงานได้โดยพึ่งพาพลังงานจากภายนอกน้อยลง เช่น การใช้แรงโน้มถ่วงในการระบายความร้อน ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงในกรณีระบบไฟฟ้าภายนอกเกิดปัญหา
อย่างไรก็ตาม นายวฤตย้ำว่า ปัจจุบัน กฟผ. ยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกเทคโนโลยี SMR แต่กำลังศึกษาอย่างรอบด้านตามแนวทางของ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ทั้งด้านกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแล ความปลอดภัย การจัดการกากนิวเคลียร์ และการยอมรับของประชาชน โดยไทยยังมีเวลาในการเปรียบเทียบเทคโนโลยีจากทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตก ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการตัดสินใจในอนาคต
ขณะเดียวกัน SMR เป็นเพียงหนึ่งในแนวทางที่ถูกบรรจุไว้ในแผน PDP โดย กฟผ. ยังศึกษาเทคโนโลยีอื่นควบคู่กัน เช่น ไฮโดรเจน และการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) แต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและความพร้อมเชิงพาณิชย์ ดังนั้น การวางระบบไฟฟ้าในระยะต่อไปจึงต้องพิจารณาหลายปัจจัยควบคู่กัน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดสามารถเดินหน้าไปพร้อมกับความมั่นคงของระบบและต้นทุนค่าไฟฟ้าที่เหมาะสมในระยะยาว

