หน้าแรก เศรษฐกิจ ถอดรหัส Nosta...

ถอดรหัส Nostalgia Marketing เพลงยุค 90–2000 ที่ยังสร้างดีมานด์ใหม่ตลาดคอนเสิร์ต

24.09.26 | 20:15 น.

ถอดรหัส Nostalgia Marketing เพลงยุค 90–2000 ที่ยังสร้างดีมานด์ใหม่ตลาดคอนเสิร์ต


ในยุคที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการฟังเพลงมากขึ้น เพลงใหม่ถูกปล่อยออกมาอย่างต่อเนื่อง และสามารถเข้าถึงศิลปินได้ผ่านช่องทางออนไลน์เพียงไม่กี่คลิก แต่ตลาดคอนเสิร์ตกลับพบปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เมื่อเพลงและศิลปินจากยุค 90–2000 ยังคงถูกนำกลับมาสร้างเป็นคอนเสิร์ต และสามารถดึงดูดผู้ชมกลุ่มเดิมที่เติบโตเข้าสู่วัยทำงานและมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิด “Nostalgia Marketing” ที่นำความผูกพันและความทรงจำในอดีตมาต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์รูปแบบใหม่ โดยเพลงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเป็นความบันเทิง แต่ยังเชื่อมโยงกับตัวตน ประสบการณ์ส่วนตัว บุคคล และบรรยากาศในช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต

งานวิจัยเกี่ยวกับความรู้สึกโหยหาอดีตผ่านเพลงไทยสากลยุค 90 พบว่า ความทรงจำที่เกิดขึ้นจากเพลงมีความสัมพันธ์กับประสบการณ์และตัวตนของผู้ฟัง ทำให้เพลงหนึ่งเพลงสามารถมีคุณค่ามากกว่าตัวบทเพลง เพราะผู้ฟังอาจจดจำได้ทั้งสถานที่ บุคคล และความรู้สึกในช่วงเวลาที่เคยฟังเพลงนั้น เมื่อเพลงดังกล่าวถูกนำกลับมาสู่เวทีคอนเสิร์ต ผู้บริโภคจึงอาจไม่ได้ซื้อเพียงการเข้าชมการแสดง แต่เป็นการซื้อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับความทรงจำในอดีต

Advertisement

แฟนเพลงเดิมโตขึ้นพร้อมกำลังซื้อ

อีกปัจจัยที่ทำให้เพลงยุค 90–2000 ยังคงมีศักยภาพทางธุรกิจ คือฐานแฟนเพลงไม่ได้หายไปตามกาลเวลา แต่เติบโตเข้าสู่วัยทำงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ความผูกพันกับศิลปินอาจสะท้อนผ่านการซื้อเทปหรือซีดี ปัจจุบันการใช้จ่ายสามารถขยับไปสู่ประสบการณ์ เช่น บัตรคอนเสิร์ต การเดินทาง ที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน ทำให้ความผูกพันระหว่างศิลปินกับแฟนเพลงเปลี่ยนจากกลุ่มวัยรุ่นไปสู่ผู้ชมวัยทำงาน ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจใช้จ่ายมากขึ้น ขณะที่ความทรงจำเกี่ยวกับเพลงและศิลปินยังคงเป็นแรงจูงใจสำคัญในการกลับมาชมการแสดง

อย่างไรก็ตาม การนำเพลงเก่ากลับมาจัดคอนเสิร์ตซ้ำไม่ได้หมายความว่าผู้บริโภคจะตอบรับทุกครั้ง เนื่องจากผู้จัดต้องสร้างเหตุผลใหม่ให้ผู้ชมรู้สึกว่าการกลับมาชมอีกครั้งมีความแตกต่างจากประสบการณ์เดิม จากเดิมที่เป็นการนำผู้ชมกลับไปสัมผัสอดีต จึงเริ่มเปลี่ยนเป็นการนำความทรงจำเดิมมาออกแบบเป็นประสบการณ์ใหม่ ทั้งการเรียบเรียงเพลง การจับคู่ศิลปิน การทำเมดเลย์ การเพิ่มแขกรับเชิญ และการออกแบบการแสดงที่ทำให้ผู้ชมไม่สามารถคาดเดารายละเอียดของโชว์ได้ทั้งหมด

PIANO & i ตัวอย่างนำเพลงเก่ามาสร้างสินค้าใหม่

กรณีศึกษาที่สะท้อนแนวทางดังกล่าว คือ “90’s–2000’s PIANO & i CONCERT : Grammy Songbook” ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยนำ 10 ศิลปินมาร่วมถ่ายทอดบทเพลงฮิตของแกรมมี่ ผ่านเสียงเปียโนของ “โต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” ตลอดการแสดงกว่า 6 ชั่วโมง จุดที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงการนำเพลงฮิตและศิลปินที่ผู้ชมคุ้นเคยมารวมไว้บนเวทีเดียวกัน แต่เป็นการนำเพลงเดิมมาตีความใหม่ผ่านเสียงเปียโนและการเรียบเรียงรูปแบบใหม่ รวมถึงการจับคู่ศิลปินต่างยุค การทำเมดเลย์ และการเพิ่มแขกรับเชิญ องค์ประกอบดังกล่าวทำให้เพลงที่ผู้ชมคุ้นเคยสามารถถูกนำเสนอในรูปแบบใหม่ ขณะที่ความผูกพันเดิมระหว่างแฟนเพลงกับศิลปินยังคงอยู่ จึงเกิดเป็นประสบการณ์ใหม่จากทรัพย์สินทางดนตรีที่มีอยู่เดิม

“90’s–2000’s PIANO & i CONCERT : Grammy Songbook”

จาก Nostalgia สู่ Experience Economy

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรม Entertainment & Media ที่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์แบบ Live และการมีส่วนร่วมของผู้บริโภคมากขึ้น PwC คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม Entertainment & Media ของไทยจะมีรายได้รวมประมาณ 545,635 ล้านบาทในปี 2569 โดยแม้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการสร้างและบริโภคคอนเทนต์ แต่ความต้องการของผู้บริโภคในการเชื่อมต่อและมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ที่มีความหมายยังเป็นปัจจัยสำคัญของอุตสาหกรรม ขณะที่รายงาน “Following the music: APAC concert goers report 2026” ของ YouGov ซึ่งสำรวจผู้บริโภคใน 5 ตลาดเอเชียแปซิฟิก รวมถึงประเทศไทย พบว่า มากกว่า 60% ของผู้บริโภคในทุกตลาดที่สำรวจเคยเข้าชมคอนเสิร์ตหรือเทศกาลดนตรี ส่วนประเทศไทย 71% ของผู้ชมคอนเสิร์ตที่สำรวจระบุว่า การเข้าชมคอนเสิร์ตทำให้สนใจเมืองที่จัดงานมากขึ้น สะท้อนว่าคอนเสิร์ตไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากการจำหน่ายบัตร แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งการเดินทาง ที่พัก อาหาร และกิจกรรมต่างๆ รอบพื้นที่จัดงาน สำหรับตลาดเพลงยุค 90–2000 ปัจจัยดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้จัดนำฐานแฟนเพลงเดิมที่มีความผูกพันกับศิลปินและมีกำลังซื้อในวัยทำงาน มาต่อยอดเป็นรายได้จากประสบการณ์ที่มากกว่าการขายบัตรคอนเสิร์ตเพียงอย่างเดียว

เพลงเก่ากลายเป็นสินทรัพย์สร้างมูลค่าใหม่

ตลาดคอนเสิร์ตเพลงยุค 90–2000 จึงไม่ได้สะท้อนเพียงกระแสการหวนกลับไปหาเพลงในอดีต แต่ยังสะท้อนการนำเพลง ความทรงจำ และฐานแฟนเพลงมาพัฒนาเป็นสินทรัพย์ระยะยาวของธุรกิจบันเทิง เพลงเดิมสามารถนำมาเรียบเรียงใหม่ ศิลปินสามารถจับคู่กับศิลปินต่างยุค ขณะที่การแสดงและการผลิตโชว์สามารถออกแบบใหม่ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างจากครั้งก่อน กรณี “90’s–2000’s PIANO & i CONCERT : Grammy Songbook” จึงสะท้อนว่า Nostalgia Marketing ไม่ได้หมายถึงการพาผู้บริโภคย้อนกลับไปหาอดีตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำความทรงจำเดิมมาออกแบบใหม่ให้มีคุณค่าและสามารถสร้างรายได้ในปัจจุบัน

จากเพลงที่เคยฟังในวัยรุ่น สู่ประสบการณ์ที่ผู้บริโภควัยทำงานยอมจ่ายเงินเพื่อกลับไปสัมผัสอีกครั้ง นี่จึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เพลงเก่าซึ่งมีอายุ 20–30 ปี ยังคงสามารถสร้างดีมานด์ใหม่ให้ตลาดคอนเสิร์ตได้