สนค. เปิดตัวเลขส่งออก ส.ค. 69 พุ่ง 24.3% สูงสุดรอบ 56 เดือน 8 เดือนโต 13.3% อิเล็กทรอนิกส์-เทคโนโลยีดัน ลุ้นทั้งปีโต 15% จับตาสต็อกสหรัฐฯ-สงครามตะวันออกกลาง
เมื่อวันที่ 25 กันยายน น.ส.ณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนสิงหาคม 2569 และช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ว่า การส่งออกเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,157,667 ล้านบาท ขยายตัว 24.3% ถือเป็นอัตราการขยายตัวสูงที่สุดในรอบ 56 เดือน นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม เดือนสิงหาคมไทยมีมูลค่านำเข้าสูงกว่าส่งออก โดยนำเข้า 37,101.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 34,618.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า กลุ่มสินค้าเกษตรยังขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 โดยเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 2,391.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 4.2% ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกมีมูลค่า 19,705.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.7% โดยสินค้าสำคัญที่ขยายตัว ได้แก่ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง โดยเฉพาะทุเรียนสด ทุเรียนแช่แข็ง และมังคุด ซึ่งเดือนสิงหาคมขยายตัว 24% มูลค่า 622.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากแรงหนุนตลาดจีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม ส่งผลให้ 8 เดือนแรกขยายตัว 13.1% มูลค่า 6,288.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า ยางพารา ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 โดยเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 23.2% มูลค่า 441.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากตลาดญี่ปุ่น สหรัฐฯ และมาเลเซีย ทำให้การส่งออกช่วง 8 เดือนแรกหดตัวเหลือ 6% มูลค่า 3,232.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กุ้งสด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว 18.8% มูลค่า 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ 8 เดือนแรกขยายตัว 7.4% มูลค่า 391.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไก่แปรรูปขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 9 โดยเดือนสิงหาคมเพิ่มขึ้น 10.5% มูลค่า 292.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 8 เดือนแรกขยายตัว 6.9% มูลค่า 2,205.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมเกษตร ยังหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 โดยเดือนสิงหาคมมีมูลค่า 1,983.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.9% และช่วง 8 เดือนแรกมีมูลค่า 16,069.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.3% อย่างไรก็ตาม โดยแรงกดดันสำคัญ ได้แก่ ไขมันและน้ำมันจากพืชและสัตว์ โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม ซึ่งหดตัวต่อเนื่อง 5 เดือน เดือนสิงหาคมลดลง 43.9% มูลค่า 111.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 8 เดือนแรกลดลง 7.7% มูลค่า 1,309.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศ และการแข่งขันด้านราคาในตลาดอินเดียที่หันไปนำเข้าน้ำมันจากมาเลเซียมากขึ้น
ขณะที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่นๆ ลดลง 19.1% ในเดือนสิงหาคม และ 8 เดือนแรกลดลง 12% ส่วนเครื่องดื่มหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยเดือนสิงหาคมลดลง 5.8% และ 8 เดือนแรกลดลง 8.5%
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการส่งออก โดยขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 94 เดือนสิงหาคมมีมูลค่า 28,873.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 965,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.1% ส่งผลให้ช่วง 8 เดือนแรกมีมูลค่า 222,136.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 7 ล้านล้านบาท ขยายตัว 22.7% โดยสินค้าสำคัญที่เติบโตสูง ได้แก่ เครื่องบันทึกและตัดต่อภาพและเสียง อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 1,155.7% เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 151.2% หม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 55.6% และเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 42.1%
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า การส่งออกรายตลาดในเดือนสิงหาคม ตลาดที่ขยายตัวสูง ได้แก่ ออสเตรเลีย 81% สวิตเซอร์แลนด์ 75.8% ฮ่องกง 51.6% สหรัฐอเมริกา 48.7% และแคนาดา 39.1% โดยการขยายตัวของออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์ได้รับแรงหนุนจากสินค้ากลุ่มทองคำเป็นหลัก ขณะที่ตลาดที่หดตัว ได้แก่ เอเชียใต้ 11.4% สหราชอาณาจักร 8.9% แอฟริกา 8.8% และตะวันออกกลาง 7.8% โดยเฉพาะผลกระทบต่อการส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์
ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งออกในเดือนสิงหาคม
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการส่งออกในเดือนสิงหาคมมาจาก 3 ด้าน ได้แก่ การขยายตัวของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีตามการลงทุนด้านดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และดาต้าเซ็นเตอร์ ประกอบกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตโลก หรือ Global PMI เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 52.3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน นอกจากนี้ การส่งออกไปสหรัฐฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับยกเว้นภาษีตามมาตรา 301 กว่า 2,120 รายการ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 60% ของมูลค่าส่งออกไปสหรัฐฯ รวมถึงการฟื้นตัวของผลไม้ฤดูกาลภาคใต้และความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารในตลาดโลก
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า แม้ภาพรวมการส่งออกในปีนี้จะมีแนวโน้มเติบโตเป็นบวก แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลให้การส่งออกชะลอตัวลงในช่วงปลายปีหรือเผชิญแรงกดดันในปี 2570 โดยปัจจัยสำคัญ ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือ ราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งและการผลิต ตลอดจนกำลังซื้อและการส่งออกยานยนต์ของไทย นอกจากนี้ ยังต้องรับมือกับแรงกดดันในภาคสินค้าเกษตรจากการบริหารจัดการสต็อกน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศ และการแข่งขันด้านราคาในตลาดอินเดียที่หันไปนำเข้าน้ำมันจากมาเลเซียมากขึ้น รวมถึงต้องจับตาระดับสินค้าคงคลังในสหรัฐฯ ที่อยู่ในเกณฑ์สูงจากการเร่งนำเข้าเพื่อรับมือมาตรการภาษี ซึ่งอาจทำให้คู่ค้าชะลอคำสั่งซื้อสินค้าไทยในระยะต่อไป
แนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569
น.ส.ณัฐิยา กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มการส่งออกไทยในปี 2569 ยังคงกรอบคาดการณ์เดิมที่ขยายตัว 5–11% โดยมีค่ากลาง 8% และกระทรวงพาณิชย์จะทบทวนตัวเลขเป็นรายไตรมาส โดยจะพิจารณาปรับประมาณการอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทั้งนี้ จากสถิติการส่งออกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขยายตัวในระดับสูงกว่า 18% จึงมีโอกาสที่การส่งออกทั้งปีจะขยายตัวได้ถึง 15% คิดเป็นมูลค่ารวม 391,267.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยช่วง 4 เดือนที่เหลือของปี ไทยต้องผลักดันการส่งออกให้ได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่าเดือนละ 31,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ



