หน้าแรก เศรษฐกิจ หมอสรณ เตรียม...

หมอสรณ เตรียมยื่นอุทธรณ์สัปดาห์หน้า จับตานั่งหัวโต๊ะประชุม กสทช. 28 ก.ย.

25.09.26 | 17:26 น.

หมอสรณ เตรียมยื่นอุทธรณ์สัปดาห์หน้า คาดนั่งหัวโต๊ะประชุม กสทช. 28 ก.ย. หลังศาลยกฟ้อง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้องในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ซึ่ง ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 นั้นศาลเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย


ศาลปกครองกลาง ระบุว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 วินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าเป็นผู้สละสิทธิในการ เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งอันเป็นผลให้ผู้ฟ้องคดีที่ได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติ /หรือมีลักษณะ/หรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมไม่มีผลกระทบต่อกิจการที่ผู้ฟ้องคดีได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ตามมาตรา 15 วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 พิพากษายกฟ้อง

ประเด็นสำคัญที่ศาลนำมาวินิจฉัยคือความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณ กับคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โดยข้อเท็จจริงในคำพิพากษา ระบุว่า ในช่วงวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึง 7 มกราคม 2565 ศ.คลินิก นพ.สรณ ยังมีสถานะเป็นพนักงานคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วย ก่อนลาออกจากการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์โดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมงจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565

Advertisement

ศาลพิจารณาว่า แม้ในช่วงหลัง นพ.สรณ จะไม่มีสถานะเป็นพนักงานประจำหรือได้รับเงินเดือนจากโรงพยาบาล แต่ยังใช้สถานที่ เครื่องมือ อุปกรณ์ บุคลากร ระบบงาน และทรัพยากรของโรงพยาบาลในการตรวจรักษาผู้ป่วย รวมทั้งได้รับค่าธรรมเนียมแพทย์และประโยชน์อื่นที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ความสัมพันธ์ระหว่าง นพ.สรณ กับโรงพยาบาลจึงไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งหมดจากการลาออกจากตำแหน่งเดิม

ส่วนกรณีการลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ ศาลเห็นว่า เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแห่งความสัมพันธ์ในทางนิตินัย แต่ไม่ได้ทำให้ความสัมพันธ์ในทางข้อเท็จจริงและทางผลประโยชน์ระหว่าง นพ.สรณ กับโรงพยาบาลสิ้นสุดลง ดังนั้น การพิจารณาเฉพาะสถานะทางสัญญาหรือการได้รับเงินเดือนจึงไม่เพียงพอต่อการวินิจฉัยลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย

สำหรับข้อโต้แย้งเรื่อง อำนาจของคณะกรรมการสรรหาในการกลับมาพิจารณาคุณสมบัติภายหลัง ศ.คลินิก นพ.สรณ ได้รับการแต่งตั้งแล้ว ศาลเห็นว่า บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องยังให้อำนาจคณะกรรมการสรรหาตรวจสอบและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ได้รับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกได้ ขณะที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ นพ.สรณ ยกขึ้นอ้าง ไม่ได้วินิจฉัยตัดอำนาจของคณะกรรมการสรรหาในประเด็นดังกล่าว

ส่วนข้อโต้แย้งเรื่อง องค์ประชุมของคณะกรรมการสรรหา ศาลพิจารณาว่า เดิมคณะกรรมการสรรหามีจำนวน 7 คน ต่อมามีกรรมการพ้นจากตำแหน่ง 2 คน เหลือกรรมการ 5 คน และในการประชุมครั้งที่มีคำวินิจฉัย มีกรรมการเข้าร่วมประชุม 4 คน ซึ่งไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ จึงถือว่าครบองค์ประชุมและสามารถดำเนินการพิจารณาวินิจฉัยได้

ทั้งนี้ ศาลยังไม่รับฟังข้อกล่าวอ้างว่า กระบวนการพิจารณาไม่ได้เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ รับทราบข้อเท็จจริงหรือโต้แย้งอย่างเพียงพอ เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่า นพ.สรณ ได้รับแจ้งประเด็นที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสส่งข้อมูล เอกสาร และข้อโต้แย้ง รวมถึงได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมเพื่อชี้แจงรายละเอียด ศาลจึงเห็นว่ากระบวนการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้ใช้สิทธิโต้แย้งตามสมควรแล้ว

เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายทั้งหมด ศาลจึงวินิจฉัยว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจพิจารณาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม และคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และเสียสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนมีคำพิพากษายกคำฟ้องในคดีนี้

ภายหลังมีคำพิพากษา นพ.สรณ เตรียมใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยคาดว่าจะดำเนินการยื่นอุทธรณ์ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อขอให้ศาลพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อีกครั้ง

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า นพ.สรณ คาดว่าจะจัดประชุม กสทช. ในวันจันทร์ ที่ 28 กันยายน เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้อง โดยต้องติดตามว่าภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองกลางและระหว่างที่ยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ได้ การดำเนินงานของสำนักงานและบอร์ด กสทช. จะเป็นไปในทิศทางใด

ทั้งนี้ คำพิพากษาศาลปกครองกลางในวันนี้ยังไม่ทำให้คดีถึงที่สุดในทันที โดย นพ.สรณ ยังสามารถใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด 30 วันนับแต่วันที่มีคำพิพากษา

ประเด็นที่ต้องจับตาต่อคือ การยื่นอุทธรณ์ของ นพ.สรณ รวมถึงการประชุม กสทช. ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นการประชุมภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาวินิจฉัยประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช.