หน้าแรก เศรษฐกิจ เอสเอ็มอีห่วง...

เอสเอ็มอีห่วงฝนแช่ กระทบศก.จากการเคลื่อนที่ แนะรัฐเร่งเยียวยา-ฟื้นฟู

26.09.26 | 14:33 น.

เอสเอ็มอี ห่วงฝนแช่ กระทบเศรษฐกิจจากการเคลื่อนที่ แนะเร่งเยียวยา-ฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 26 กันยายน นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์ SME ไทย กล่าวกับ มติชน ว่า สมาพันธุ์ มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 26 กันยายน นั้น


​1. ประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจ ด้านที่กระทบหนักสุด และระยะสั้น-ยาว

​เหตุการณ์ครั้งนี้มีลักษณะเด่นเป็น “ฝนหนักมากในเวลาสั้น เกิดน้ำท่วมขังกลางเมือง” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบคมนาคมและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง มากกว่าจะเป็นภาพน้ำหลากเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรมครั้งใหญ่เหมือนปี 2554

​ประเมินมูลค่าความเสียหาย: ขณะนี้ยังไม่สามารถฟันธงเป็นตัวเลขสุทธิได้เนื่องจากเหตุการณ์ยังดำเนินอยู่ (กทม. ประกาศเขตประสบสาธารณภัยแล้ว 3 เขต ได้แก่ หนองจอก สวนหลวง และคันนายาว รวม 13 แขวง และกำลังจะประกาศทั้ง 50 เขต)

​ด้านที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เศรษฐกิจจากการเคลื่อนที่ (Mobility Economy) ได้แก่ การค้าหน้าร้าน ภาคบริการ การเดินทางของแรงงาน และระบบโลจิสติกส์

Advertisement

​ผลกระทบระยะสั้น: น้ำท่วมถนนเพียงไม่กี่ชั่วโมงทำให้คนไปทำงานไม่ได้ ร้านค้าเปิดไม่ได้ รถส่งสินค้าเข้าพื้นที่ไม่ได้ และผู้บริโภคไม่ออกมาจับจ่าย ส่งผลให้รายได้และประสิทธิภาพการทำงาน (Productivity) หายไปทันที

​​2. มุมมองต่อการเตรียมพร้อมและการทำงานของภาครัฐ

​ภาครัฐต้องยกระดับการบริหารจัดการจากการมองแค่ปริมาณน้ำ ไปสู่ “การบริหารความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ” โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนในแต่ละช่วงดังนี้:

​ก่อนน้ำมา (Pre-event): ประเทศไทยมีระบบพยากรณ์ฝน แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจต้องการจริง ๆ คือการแปลความหมายเชิงพื้นที่ เช่น ฝนตกระดับนี้ จะส่งผลให้ถนนเส้นไหนใช้งานไม่ได้ เขตเศรษฐกิจใดได้รับผลกระทบ และโรงงาน ตลาด คลังสินค้า หรือโรงเรียน ในจุดใดต้องเตรียมตัว

​ระหว่างเกิดเหตุ (During-event): ต้องบริหารจัดการ “Mobility” ให้เป็นระบบเดียว โดยรวมข้อมูลการเตือนภัย ระบบขนส่ง มวลชน กรมทางหลวง ตำรวจ และ กทม. เป็นข้อมูล Real-time ชุดเดียวกัน เพื่อตอบคำถามพื้นฐานของประชาชนและเอกชนให้ได้ว่า “อีก 30 นาทีข้างหน้า เส้นทางไหนไปได้ หรือไปไม่ได้” เพื่อลดความเสียหายของยานพาหนะและเวลาทางเศรษฐกิจ

​3. ข้อเสนอแนะต่อรัฐกรณีเกิดน้ำท่วมฉับพลันบ่อยขึ้น (Flash Floods)

​โจทย์น้ำท่วมยุคใหม่ไม่ใช่การทำอย่างไรไม่ให้น้ำเข้าเมืองเลย เพราะไม่มีมหานครใดในโลกสร้างระบบป้องกันฝนระดับสุดขั้วได้ 100% แต่รัฐต้องเปลี่ยนวิธีคิดไปสู่ “Flood Resilience” (ความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว) มากกว่า “Flood Prevention” (การป้องกันเพียงอย่างเดียว)

​หลักการสำคัญ: เมื่อเกิดน้ำท่วม ต้อง “รู้ล่วงหน้า → ระบายเร็ว → การเดินทางไม่ล่มทั้งระบบ → ธุรกิจหยุดสั้นที่สุด → ฟื้นตัวได้เร็วที่สุด” เพื่อให้เมืองยังสามารถขับเคลื่อนต่อได้

​4. ผลกระทบต่อ SME และข้อเสนอมาตรการช่วยเหลือต่อรัฐบาล

SME มีความเปราะบางกว่าธุรกิจขนาดใหญ่เนื่องจากมี สายป่านสั้น การหยุดกิจการเพียง 3 วัน รายได้อาจกลายเป็นศูนย์ทันที ในขณะที่ค่าเช่า ค่าแรง ดอกเบี้ย และค่างวดเงินกู้ยังคงวิ่งอยู่ นอกจากนี้ MSME จำนวนมากยังเผชิญความเสียหาย 2 เด้งพร้อมกัน คือ ทรัพย์สิน/สต็อก/อุปกรณ์เสียหาย และ ขาดรายได้

​บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ช่วงปลายปี 2568 จากข้อมูล ธปท. ชี้ชัดว่าภาคการค้าขนาดเล็กได้รับผลกระทบหนักที่สุด และหลายรายต้องใช้เวลานานกว่า 3 เดือนในการฟื้นตัว

​สิ่งที่ SME ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ

  1. เงินชดเชยเร่งด่วนเพื่อนำไปซ่อมแซมเครื่องมือ ร้านค้า และสต็อกสินค้า เน้นกลุ่ม MSME ที่เสียหายไม่มากแต่ขาดสภาพคล่อง ให้สามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้เร็วที่สุด เงินชดเชยเร่งด่วนควรรวมถึงภาคประชาชนที่ได้รับผลกระทบด้วย
  2. มาตรการทางการเงินและสภาพคล่อง: สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อการฟื้นฟูกิจการ