แอตต้า แนะ 3 กลยุทธ์ ต่อยอดกระแสเนเน่ ปั้นภาพลักษณ์ใหม่ท่องเที่ยวไทยแลนด์
นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า จากกระแส เนเน่ สู่ Talent Economy ต้องยอมรับว่า คนไทยกำลังกลายเป็นพลังภาพลักษณ์ใหม่ของประเทศ โดยความสำเร็จของ “เนเน่ รอยัล” เด็กไทยที่ก้าวขึ้นสู่แชมป์ America’s Got Talent 2026 ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นกระแสของศิลปินหรือ Celebrity คนหนึ่ง แต่ควรมองว่าเป็น Global Recognition ของ Thai Talent และเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ประเทศไทย จากช่วงที่ผ่านมา โลกจดจำประเทศไทยในด้านอาหาร ทะเล วัฒนธรรม รอยยิ้ม และความคุ้มค่าในการเดินทาง แต่ความสำเร็จของคนไทยบนเวทีโลกสามารถเพิ่มอีกมิติหนึ่ง คือ ประเทศไทยหมายถึง A Country of Talent, Creativity and Possibilities หรือประเทศแห่งศักยภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสอันหลากหลายที่เป็นไปได้
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า โอกาสนี้ถือว่า มีคุณค่าต่อการท่องเที่ยว เพราะนักเดินทางยุคใหม่ไม่ได้เลือกจุดหมายปลายทางจากสถานที่ เพียงอย่างเดียว แต่เดินทางตามผู้คน (People) เรื่องราว (Story) วัฒนธรรม (Culture) ดนตรี (Music) และประสบการณ์ (Experience) ทำให้สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบนำเนเน่มาเป็น Presenter เพื่อขายประเทศไทย แต่คือการเปลี่ยน Global Attention สู่การเป็น Visitor Experience เพื่อมุ่งสู่ Economic Value โดยมีข้อเสนอ 3 ประเด็น ได้แก่ 1.จาก Celebrity Marketing สู่ People Storytelling ใช้เรื่องราวจริงของเนเน่ ตั้งแต่เด็กไทยในภูเก็ต การฝึกฝน การแสดงดนตรี จนถึงการก้าวขึ้นเวทีระดับโลก เป็น Storytelling ของประเทศไทยยุคใหม่ ซึ่งสามารถพัฒนาแนวคิด “From Phuket to the World Stage” เชื่อม Music Tourism, Creative Tourism และเส้นทางประสบการณ์ในพื้นที่ โดยให้ตัวตนและเส้นทางชีวิตจริงเป็นพระเอก มากกว่าการให้ศิลปินถือสินค้าแล้วบอกให้คนมาเที่ยวไทย
นายอดิษฐ์ กล่าวต่อว่า 2. จาก Moment สู่ Movement อย่าให้ความสำเร็จจบลงเมื่อกระแส Social Media ลดลง แต่ใช้เนเน่เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาและผลักดัน Thai Talent รุ่นต่อไป ทั้งด้าน Music, Art, Film, Fashion, Food, Sport, Gaming และ Technology โดยมีเป้าหมายคือ ไม่ควรเป็นการสร้าง เนเน่คนที่สอง แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนเก่งของไทยจำนวนมากมีโอกาสไปถึงเวทีโลก และ 3. จาก Soft Power สู่ Talent Economy ประเทศไทยควรเชื่อม Tourism เข้ากับ Creative Economy และ Education รวมถึง Private Sector เข้าด้วยกัน ตั้งแต่การค้นหา Talent การพัฒนา การให้ทุน การสร้างเวที การเชื่อมเครือข่ายต่างประเทศ จนถึงการสร้างธุรกิจและทรัพย์สินทางปัญญา
“เมื่อ Talent ไทยมีชื่อเสียงระดับโลก มูลค่าที่เกิดขึ้นจะไม่ได้อยู่เฉพาะกับบุคคล แต่กระจายไปยัง ประเทศ เมือง ชุมชน การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ Brand Thailand โดยจากกรณีเนเน่ สู่โจทย์เชิงนโยบายของประเทศไทย สิ่งที่ประเทศไทยควรเรียนรู้จากความสำเร็จครั้งนี้ คือ Talent ไม่ควรเกิดขึ้นเพราะโชคหรือความพยายามส่วนบุคคลเพียงอย่างเดียว เราต้องมี National Talent Pipeline ที่ทำหน้าที่อย่างเป็นระบบด้วย” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวว่า เราสามารถค้นหาเด็กและคนไทยที่มีศักยภาพตั้งแต่ต้น ให้พื้นที่ทดลองและล้มเหลว สนับสนุนทุนและ Mentor เชื่อมเข้าสู่เวทีโลก และเมื่อประสบความสำเร็จแล้ว สร้างกลไกให้คนเหล่านี้กลับมาช่วยสร้าง Talent รุ่นต่อไป เพราะประเทศไทยมีคนเก่งจำนวนมาก แต่โจทย์สำคัญกว่าการมีคนเก่ง คือ เรามีระบบที่ทำให้คนเก่งสามารถเติบโตได้ไกลแค่ไหน กรณีของเนเน่จึงไม่ควรจบที่คำว่า คนไทยเก่ง แต่ควรนำไปสู่คำถามเชิงนโยบายที่ใหญ่กว่า โดยเราจะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่คนมีความสามารถพิเศษสามารถเติบโต ประสบความสำเร็จระดับโลก และนำความสำเร็จนั้นกลับมาสร้างคุณค่าให้ประเทศได้อย่างไร เมื่อถึงวันนั้น ซอฟต์พาวเวอร์จะไม่ใช่โครงการประชาสัมพันธ์อีกต่อไป แต่จะกลายเป็น Talent Economy ที่สร้างทั้งภาพลักษณ์ รายได้ Visitor Economy และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

