หน้าแรก เศรษฐกิจ SCG CBM เปิดส...

SCG CBM เปิดสูตร ‘อิฐคนใต้’ ตอบโจทย์ สภาพพื้นที่ ดินเค็ม-ไอทะเล

27.09.26 | 12:12 น.

SCG CBM เปิดสูตร ‘อิฐคนใต้’
ตอบโจทย์ สภาพพื้นที่ ดินเค็ม-ไอทะเล


อุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เมื่อการแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องราคาและคุณภาพสินค้า แต่ต้องรับมือพร้อมกันทั้งพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีที่เข้ามาพลิกกระบวนการผลิต ต้นทุนพลังงาน ตลอดจนการแข่งขันจากผู้ผลิตจีนที่มีแนวโน้มเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวและสร้างความสามารถในการแข่งขันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

วันนี้มาดูวิธีการปรับตัวรับสถานการณ์

SCG CBM ชู ‘อิฐคนใต้’

Advertisement

นายวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง หรือ SCG CBM กล่าวว่า SCG CBM กำลังเร่งปรับเปลี่ยนธุรกิจผ่าน 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centric), การบริหารกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Portfolio Management), การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน (Operational Excellence) และความยั่งยืนกับการขยายตลาดส่งออก (Sustainability & Export Expansion) เพื่อรับมือกับพฤติกรรมลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยมีเป้าหมายพัฒนาสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และสร้างโอกาสเติบโตทั้งในประเทศและตลาดอาเซียน

หัวใจสำคัญคือการนำความเข้าใจลูกค้าในแต่ละพื้นที่มาแปลงเป็นสินค้าและบริการที่เหมาะกับตลาดนั้นๆ ไม่ใช่ใช้สินค้าแบบเดียวตอบทุกพื้นที่ อาทิ “ปูนโครงสร้างเอสซีจีคาร์บอนต่ำ สูตรปูนคนใต้” จากโรงงานปูนซีเมนต์ทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับสภาพพื้นที่ภาคใต้ที่มีทั้งความชื้น ความเค็ม ไอทะเล และดินเค็ม ขณะที่ฝั่ง Q-CON ก็ใช้แนวคิดเดียวกันในการพัฒนา “Q-CON อิฐคนใต้” ให้เหมาะกับสภาพอากาศและการใช้งานในภาคใต้ สำหรับตลาดซีเมนต์ไทยมีการใช้มากกว่า 30 ล้านตันต่อปี ขณะที่ภาคใต้มีการใช้ประมาณ 5-6 ล้านตันต่อปี ทำให้ภาคใต้เป็นตลาดที่มีความสำคัญต่อธุรกิจวัสดุก่อสร้าง ขณะเดียวกันโรงงานปูนซีเมนต์ทุ่งสงยังเดินหน้าลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงหลัก โดยใช้ เชื้อเพลิงทางเลือก หรือ AF ประมาณ 50-55% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดต้นทุนการผลิต

ไม่เล่นสงครามราคา

นายวิโรจน์กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากจีน โดยเฉพาะการเข้ามาตั้งโรงงานในไทย SCG CBM จะไม่เลือกแข่งขันด้วยราคาเป็นหลัก แต่จะเร่งลดต้นทุนและการใช้พลังงาน พร้อมเพิ่มคุณภาพ การบริการ และพัฒนาสินค้าในรูปแบบระบบหรือโซลูชั่นที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อสร้างความแตกต่างและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว นอกจากนี้ SCG CBM ยังมองตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ เวียดนามและอินโดนีเซีย เป็นตลาดที่มีศักยภาพ ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนการทำตลาดในสองประเทศนี้ยังอยู่เพียงประมาณ 2-3% ซึ่งสะท้อนว่ายังมีพื้นที่ให้ขยายธุรกิจ
ได้อีกมาก

ขณะเดียวกันฐานผลิตในภาคใต้มีความสำคัญ เพราะสามารถรองรับตลาดในภูมิภาคและเชื่อมโยงไปยังตลาดอาเซียนได้ง่ายขึ้น หนึ่งในโครงการสำคัญคือการยกระดับ โรงงาน Q-CON จังหวัดสงขลา สู่ฐานการผลิตอัจฉริยะ ภายใต้แนวคิด การผลิตอัจฉริยะและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Smart and Green Manufacturing) โดยนำระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การบริหารจัดการวัตถุดิบ การควบคุมการผลิต การตัดและอบไอน้ำ ไปจนถึงแขนกลและระบบจัดเรียงสินค้าอัตโนมัติ ทำให้โรงงานแห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นฐานผลิตอิฐมวลเบาอัจฉริยะที่มีระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

ชูอิฐมวลเบา รุกใต้-เจาะอาเซียน

นายณรงค์เวทย์ วจนพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้คอนสตรัคชั่นโปรดัคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ Q-CON กล่าวว่า Q-CON เติบโตจากการเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในงานก่อสร้าง จึงนำความเข้าใจเชิงลึกของลูกค้า (Customer Insight) มาผสานกับเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และพัฒนาแนวทางแก้ปัญหาที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น

โรงงาน Q-CON สงขลามีกำลังการผลิต 3.9 ล้านตารางเมตรต่อปี รองรับตลาด 14 จังหวัดภาคใต้ และวางเป้าหมายต่อยอดไปยังตลาดอาเซียน โดยเฉพาะมาเลเซีย โดย Q-CON มองว่าตลาดอิฐมวลเบาของไทยยังมีโอกาสขยายตัว เพราะปัจจุบันมีสัดส่วนการใช้งานประมาณ 40% เทียบกับตลาดสากลที่ประมาณ 50% ทำให้ยังมีช่องว่างสำหรับการเพิ่มการใช้งานในประเทศ

ทั้งนี้ การขยายตลาดไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มยอดขาย แต่ต้องสร้างความเข้าใจให้กับผู้ใช้งาน เพราะอิฐมวลเบามีวิธีการใช้งานแตกต่างจากอิฐแบบเดิม Q-CON จึงให้ความสำคัญกับการตลาดเชิงให้ความรู้ (Education Marketing) ควบคู่กับการพัฒนาองค์กรให้มีประสิทธิภาพ (Effective Organization) และการผสานแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลเข้ากับธุรกิจ (ESG Integration) เพื่อสร้างความเข้าใจตั้งแต่ผู้พัฒนาโครงการ ผู้รับเหมา ไปจนถึงช่าง และสร้างระบบนิเวศที่ทำให้การใช้อิฐมวลเบาเป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ขณะที่การยกระดับโรงงานสงขลามีเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มผลิตภาพและลดต้นทุน

เน้นโซลาร์ 27% ลดพลังงานเดิม

นายปัญญา คงทอง ผู้อำนวยการฝ่ายโรงงาน Q-CON กล่าวว่า โรงงานใช้ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบตลอดกระบวนการ ส่งผลให้ความเร็วในการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่า ขณะที่ใช้พนักงานในกระบวนการผลิตเพียง 26 คน จากโรงงานลักษณะเดิมที่ใช้ประมาณ 90 คน ทำให้ผลิตภาพต่อพนักงานสูงกว่า 3 เท่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ระบบอัตโนมัติไม่ได้ถูกนำมาใช้เพียงเพื่อทำให้โรงงานมีความทันสมัย แต่ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยตรง จากเดิมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากในหลายขั้นตอน เปลี่ยนมาเป็นการใช้ระบบอัตโนมัติและแขนกลเข้ามาทำงานที่ต้องการความต่อเนื่องและความแม่นยำ ส่งผลให้สามารถผลิตได้เร็วขึ้น

สำหรับด้านการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โรงงาน Q-CON สงขลาสามารถลดการใช้ไอน้ำประมาณ 30% ลดการใช้น้ำ 20% และนำเศษวัสดุจากกระบวนการตัดประมาณ 16% กลับมาใช้ใหม่ ขณะที่ของเสียรวมอยู่ในระดับต่ำกว่า 1% สะท้อนการนำแนวคิดลดของเสียเป็นศูนย์ (Zero Waste) และเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิต ไม่ใช่เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่แยกออกจากธุรกิจ ทั้งนี้ โรงงานยังเตรียมติดตั้งโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ซึ่งคาดว่าจะทำให้สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ที่ประมาณ 27% พร้อมศึกษาการใช้ก๊าซชีวภาพอัด หรือ CBG เพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติ หรือ CNG โดยเป้าหมายคือการลดการพึ่งพาพลังงานรูปแบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสร้างโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสมกับการแข่งขันในอนาคต

อิฐคนใต้ลดความร้อน-ประหยัดไฟสูงสุด 30%

นอกจากกระบวนการผลิตแล้ว Q-CON ยังนำความเข้าใจสภาพพื้นที่มาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดย “Q-CON อิฐคนใต้” ถูกออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศและการใช้งานในภาคใต้ ตัวอิฐมีโครงสร้างฟองอากาศขนาดเล็กกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ ช่วยลดการถ่ายเทความร้อนเข้าสู่อาคาร ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง และช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้สูงสุดประมาณ 30% นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยังได้รับฉลากการลดคาร์บอนฟุตพรินต์ (Carbon Footprint Reduction) สะท้อนการคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการนำไปใช้งาน จึงเป็นการเชื่อมแนวคิดการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากภายในโรงงานไปสู่ประโยชน์ที่ผู้บริโภคได้รับจากตัวสินค้า

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า การยกระดับโรงงาน Q-CON สงขลาไม่ได้มุ่งเพียงเพิ่มกำลังการผลิต แต่เป็นการปรับวิธีคิดของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง จากการ “ผลิตเพื่อขาย” ไปสู่การ “ผลิตจากความเข้าใจลูกค้า” โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน และลดของเสีย ขณะเดียวกันก็พัฒนาสินค้าให้เหมาะกับสภาพพื้นที่และการใช้งานจริงของผู้บริโภค ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว เมื่อการแข่งขันมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ความได้เปรียบจึงอาจไม่ได้อยู่ที่การขายถูกที่สุด แต่อยู่ที่การสร้างต้นทุนที่แข่งขันได้ ควบคู่กับคุณภาพ เทคโนโลยี และความเข้าใจตลาด