นักธุรกิจเอสเอ็มอี สะท้อนน้ำท่วมซ้ำซาก เปิด 3 ข้อ ‘ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยกเครื่อง’
เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยกับ “มติชน” ถึงสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯและหลายจังหวัดของไทยในขณะนี้ว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากกับการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย ความหลากหลายหน่วยงานรับผิดชอบกับการจัดทบทวนการจัดโครงสร้าง การจัดทำแผนยุทธศาสตร์น้ำแห่งชาติร่วมกัน การแบ่งแยกหน้าที่ภารกิจที่ชัดเจนแต่สอดประสานระหว่างกันอย่างไร้รอยต่อ เหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นแบบประจำฉายภาพเดิมสะท้อนการพัฒนาปรับปรุงที่ถอดบทเรียนแต่ขาดการลงมือทำอย่างจริงจัง งบประมาณแต่ละปีที่ใช้บรรเทาเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเมื่อเปรียบเทียบกับมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งการสูญเสียชีวิตที่ไม่สามารถประมาณค่าได้
นายแสงชัยระบุว่า เราหยุดภัยพิบัติไม่ได้แต่เราสามารถใช้ภูมิปัญญาแก้ปัญหาเชิงรุก ป้องกัน หลีกเลี่ยง ลดความเสี่ยง ลดความเสียหาย เตือนภัยอย่ามีขั้นตอนแนวปฏิบัติแบบแผนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม แน่นอนภัยพิบัติธรรมชาติไม่อาจหยุดยั้งแต่ต้องเรียนรู้ร่วมกันในการจัดการกับปัญหาภัยพิบัตินั้นอย่างเป็นระบบมีแผนและเป็นระบบ
นายแสงชัยกล่าวด้วยว่า ประเทศไทยลงทุนประมาณบริหารจัดการทรัพยากรน้ำปีละกว่าแสนล้านหรือ 1 ใน 5 ของงบลงทุนทั้งหมดของประเทศไทย โครงการกว่า 3,300 โครงการ ตัวชี้วัดไม่ได้อยู่ที่จำนวนเงินและโครงการแต่อยู่ที่แผนการและการลงมือทำเผชิญสถานการณ์จริงที่ต้องทำแบบมืออาชีพ (ทำมาทุกปี) อีกทั้งไม่นับรวมงบประมาณกลางที่ต้องใช้กับการเยียวยาผู้ประสบภัยอีกจำนวนมาก อาทิ ปี 2568 มหาอุทกภัยหาดใหญ่และภาคใต้กว่า 10,000 ล้านบาท, ปี 2568 2567 และ 2566 ปีละกว่า 20,000 ล้านบาท เป็นต้น หากนำเม็ดเงินงบประมาณเหล่านี้มาวางระบบให้เป็นรูปธรรมอย่างมีประสิทธิภาพทั้งประเทศเต็มเม็ดเต็มหน่วยไม่หล่นกระเด็นรายทาง สถานการณ์น้ำท่วมดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอน
ข้อสังเกตชวนคิด คือ
1.”แผนที่นำทางระบบบริหารจัดการน้ำประเทศไทย” การวางโครงสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบชลประทาน แผนการซัพพลายน้ำที่ระบบบที่แม่นยำ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบสร้างดุลยภาพการรองรับการใช้งานในทุกมิติ อาทิ ด้านการเกษตร, อุตสาหกรรม, การอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภคและการจัดการน้ำเสียรวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงอุทกภัย เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนน้ำทิ้งเป็นระบบกักเก็บน้ำเพื่อความมั่นคงน้ำอย่างยั่งยืน โดยการใช้วิศวกรรมระบบบริหารทรัพยากรน้ำและแผนงบประมาณ รวมทั้งมีแผนเผชิญเหตุที่รองรับทุกสถานการณ์ระดับบความเสี่ยงและบูรณาการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน แผนย้ายสถานที่อยู่ประชาชนพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก โดยดึงผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมออกแบบ สร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารที่ดีของภาครัฐในการทำงานเชิงรุกที่เป็นรูปธรรม
2.”เศรษฐกิจตุ๊กตาล้มลุก” ที่เอสเอ็มอีและเกษตรกรล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด การเผชิญอุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆที่ผ่านมาสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรและเอสเอ็มอีด้วยภาระหนี้ทับถม ฟื้นยากเพราะขาดมาตรการรองรับเข้าไปช่วยส่งเสริมดูแลจริงจังอย่างต่อเนื่อง นอกจากเงินเยียวยา สิ่งที่จำเป็นคือการวางแผนยกระดับขีดความสามารถ ฟิ้นธุรกิจ พื้นที่เกษตร และการสร้างระบบพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาเชิงลึก ส่วนด้าน Soft loan หรือสินเชื่อฟื้นฟูต้องมุ่งเป้าเข้าถึงได้จริงและมีกลไกในการรองรับกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ตามปกติด้วย พร้อมกับมาตรการหรือโครงการต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาช่วยรองรับเอสเอ็มอีและเกษตรกรประสบภัย อาทิ มาตรการ SME-GP และ BDS ของ สสว.
การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรองรับภัยพิบัติของ Start up และผู้ประกอบการไทยมาขยายผลการใช้งานจริง เป็นต้น อุทกภัยกับสิ่งที่กระทบเศรษฐกิจฐานรากโดยสะดุดทั้งภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การขนส่งโลจิสติกส์ การคมนาคม และภาคการเกษตร เป็นต้น
3.”อุตสาหกรรมประกันภัยยามยาก” การออกแบบและวางระบบโครงสร้างการประกันภัย มาตรการ โครงการที่เป็นประโยชน์กับภาคเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงให้กับเอสเอ็มอีและเกษตรกรบรรเทาภาระรัฐ และส่งเสริมการประกันภัยภาคประชาชน ช่วยการบริหารความเสี่ยงที่เข้าถึงได้ดียิ่งขึ้นอย่างมีกลยุทธ์ ช่วยเร่งอุตสาหกรรมประกันภัยให้เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
“อุทกภัยซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเศรษฐกิจที่วนเวียนขยายตัวในระดับต่ำมากส่งผลกระทบอย่างสาหัสกับเอสเอ็มอีและเกษตรกรที่ต้องหยุดชะงัก สูญเสียทรัพย์สิน ขาดรายได้ เป็นหนี้สินเพิ่มขึ้นทั้งในและนอกระบบ ต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูกลับมาสภาพเดิมอย่างยาวนาน อีกทั้งเสี่ยงกับการจ้างงานที่ลดลงและแรงงานขาดรายได้เช่นกัน เอสเอ็มอีและเกษตรกรไทยหลายรายร้องไห้เสียใจเจ็บปวด เศรษฐกิจยังไม่ทันฟื้นก็ต้องฟุบกับน้ำท่วม เขาไม่ได้คาดหวังความร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่คาดหวังให้เลี้ยงดูแลครอบครัวอันเป็นที่รักของเขาได้ดี ถ้าไม่เคยประสบภัย ไม่เคยสูญเสียจนหมดตัวก็ไม่คงไม่มีวันรู้ว่าการเริ่มต้นใหม่มันยากแค่ไหน
ความบอบช้ำที่กระจายไปทุกหย่อมหญ้ากับคำถามของประชาชนไทยดังๆ ที่ผ่านมาทำอะไร เมื่อไหร่จะดีขึ้น ไม่ใช่ตั้งหน้าตั้งตาจะใช้เงินเยียวยาที่ถึงมือก็แสนยากเย็น เราเชื่อว่าภาครัฐพยายามดำเนินการแต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นฟ้องว่าทำไม่ถึงใจประชาชน ประชาชนและเอสเอ็มอีเป็นกำลังใจให้หน่วยงานรัฐและรัฐบาล แก้ไขไม่ต้องแก้ตัว เพราะความเชื่อมั่นประชาชนไม่ได้มาจากเงินเยียวยา แต่เกิดจากการแก้ปัญหาได้จริง” นายแสงชัย กล่าว

