ครป. เผย ‘สรณ’ อ้างรอพระบรมราชโองการ ชี้คำสั่งศาลปกครองจัดประชุมไม่ได้-ตั้งคำถามจงใจชะลอทูลเกล้าฯ ล่าช้าหรือไม่
นายเมธา มาสขาว รองประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ กล่าวว่า จากคำสั่งของศาลปกครองสรุปชัดแล้วว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีอำนาจ จึงส่งผลให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่กรรมการและประธานกสทช. อยู่ได้ เพราะคำสั่งทางปกครองดังกล่าว ใช้อำนาจของ พรบ คลื่นความถี่ฯ และศาลก็ชี้ถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่ามีเจตนารมณ์เพื่อป้องกัน การขัดกันแห่งผลประโยชน์และรักษาความเป็นอิสระและความเป็นกลางของกรรมการ กสทช. ฉะนั้นการฝืนมาปฏิบัติหน้าที่อยู่หลังจากมีคำสั่งศาลวินิจฉัยไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันที่ 25 กันยายน 2569 นั้น ไม่มีคำสั่งทางปกครองคุ้มครองการกระทำในการลงนามหรือการมีมติต่างๆ ที่ผ่านมา เพื่อให้มาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพราะจะเป็นการขัดพรบ.คลื่นความถี่ฯ มาตรา 15 วรรคเจ็ด ตามที่ศาลได้ระบุไว้
นายเมธา กล่าวว่า มาตรา 15 วรรคเจ็ด ระบุว่า ในกรณีที่มีการฟ้องคดีเกี่ยวกับการสรรหากรรมการต่อศาลปกครอง การฟ้องคดีดังกล่าวไม่เป็นเหตุให้ระงับหรือชะลอการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการสรรหาที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เว้นแต่ศาลปกครองจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น ในกรณีนี้ หากศาลปกครองมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใด ๆ อันเป็นผลให้บุคคลที่ได้รับการคัดเลือกขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือได้รับการคัดเลือกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีเช่นว่านั้น ไม่มีผลกระทบต่อการที่บุคคลนั้นได้กระทำไว้แล้วก่อนมีคำพิพากษาหรือคำสั่งดังกล่าว คำสั่งทางปกครองดังกล่าวจึงส่งผลทันทีให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ หาก นพ.สรณ จะอยู่ปฏิบัติหน้าที่กรรมการ กสทช. ต่อได้นั้น ต่อเมื่อศาลปกครองสูงสุดรับอุทธรณ์และสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ชั่วคราว หากยังไม่มีคำสั่งดังกล่าวต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตาม พรบ. คลื่นความถี่ฯ และคำสั่งศาลปกครองกลาง
นายเมธา กล่าวว่า นพ.สรณ อ้างว่ารอมีพระบรมราชโองการลงมาถึงจะยอมออกเพราะไม่ยอมรับคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา แต่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ก็เมื่อมีพระบรมราชโองการที่เป็นคุณลงมาเท่านั้น ซึ่งก็คือการพระราชทานอภัยโทษและโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิบัติหน้าที่ กรรมการ กสทช. ต่อไปได้ หากมิได้มีพระบรมราชโองการดังกล่าว หรือมีพระบรมราชโองการตามมาตรา 20 เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง นพ.สรณก็มิสามารถกล่าวอ้างพระบรมราชโองการเพื่อฝืนมาปฏิบัติหน้าที่อยู่ได้ ฉะนั้นในปัจจุบัน จึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีพระบรมราชโองการเป็นอื่นใด
นายเมธา กล่าวว่า ยังยืนยันเหมือนเดิม สถานะที่ชอบธรรมที่สุดคือสำนักงาน กสทช. และกรรมการที่เหลืออีก 6 ท่าน ต้องดำเนินการตาม มาตรา 20 พรบ.คลื่นความถี่ เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนต่อไปได้ ซึ่งระบุว่า ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน การให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ จึงไม่ได้หมายรวมถึง นพ.สรณ จึงไม่ทราบว่าใช้อำนาจใดในการจัดการประชุมร่วมกับสำนักงาน กสทช. หากมีกรรมการบางคน รวมไปถึงสำนักงาน กสทช. มิยอมดำเนินการตาม พรบ. คลื่นความถี่ฯ นอกจากเป็นการกระทำการขัดกฎมายแล้ว ยังเป็นการขัดคำสั่งศาลปกครองอย่างชัดเจนอีกด้วย การจัดประชุมของสำนักงาน กสทช. กับ นพ.สรณ หลังจากคำวินิจฉัยนี้ นอกจากไม่มีอำนาจทางปกครองรองรับแล้วยังเป็นการประชุมมิชอบด้วย กฎหมายด้วย ซึ่ง สำนักงาน กสทช.และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ
นายเมธา กล่าวว่า ไม่ทราบว่า เพราะเหตุใดการโปรดเกล้าลงมาจึงล่าช้าภายหลังกรรมการสรรหาชี้ขาดคุณสมบัติแล้ว นอกจากสมมุติฐานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี พยายามช่วยเหลือ นพ.สรณ เพราะผลประโยชน์แอบแฝงส่วนตัวหรือไม่ จึงพยายามนำส่งเรื่องเพื่อโปรดเกล้าล่าช้า หรือโปรดเกล้าลงมาแล้วแต่จงใจชะลอการนำลงมาประกาศในราชกิจจาล่าช้าเพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องเคลียร์ผลประโยชน์ใน กสทช.ให้เสร็จสิ้นก่อน

