หน้าแรก เศรษฐกิจ ส.อ.ท. คงเป้า...

ส.อ.ท. คงเป้าผลิต-ส่งออกรถยนต์ปี 69 แม้น้ำท่วมหลายพื้นที่ ค่ายรถเร่งออกแคมเปญช่วยเหลือ

28.09.26 | 15:55 น.

ส.อ.ท. คงเป้าผลิต-ส่งออกรถยนต์ปี 69 แม้น้ำท่วมหลายพื้นที่ ค่ายรถเร่งออกแคมเปญช่วยเหลือ

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมแถลงข่าวสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ จำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนสิงหาคม 2569 พบว่า ภาพรวมตลาดเริ่มฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยมีแรงหนุนสำคัญจากตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ขณะที่ตลาดรถกระบะและการส่งออกยังคงเผชิญแรงกดดัน


การผลิตรถยนต์เดือนสิงหาคม 2569 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ทั้งสิ้น 124,646 คัน เพิ่มขึ้น 10.93% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยการผลิตรถยนต์นั่งยังมีการเปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างตลาด ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 ไทยผลิตรถยนต์รวม 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ยอดขายในประเทศฟื้นตัว แรงหนุนจาก EV

ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 59,809 คัน เพิ่มขึ้น 25.59% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน สะท้อนการฟื้นตัวของตลาดรถยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า

Advertisement

ยอดขายรถยนต์นั่ง BEV ในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 19,721 คัน เพิ่มขึ้น 113.29% ขณะที่รถยนต์นั่ง HEV มียอดขาย 14,807 คัน เพิ่มขึ้น 31.84%

สำหรับยอดขายรถยนต์ในประเทศสะสม 8 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60%

ด้านการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ เดือนสิงหาคมมี BEV จำนวน 24,505 คัน เพิ่มขึ้น 113.35% และในช่วง 8 เดือนแรกมีการจดทะเบียน BEV รวม 168,686 คัน เพิ่มขึ้น 82.17%

ส่วนรถยนต์ HEV เดือนสิงหาคมจดทะเบียนใหม่ 13,882 คัน เพิ่มขึ้น 30.48% และสะสม 8 เดือนอยู่ที่ 116,207 คัน เพิ่มขึ้น 22.62% ขณะที่ PHEV เดือนสิงหาคมจดทะเบียนใหม่ 1,747 คัน เพิ่มขึ้น 66.54%

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างตลาดยานยนต์ไทยที่มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่งออกยังหดตัว จับตาตลาดตะวันออกกลาง เดือนสิงหาคม 2569 ไทยส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 69,724 คัน ลดลง 2.04% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปสะสม 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 565,037 คัน ลดลง 6.29%

สถานการณ์ในตลาดตะวันออกกลางยังเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันต่อการส่งออก เดือนสิงหาคมมียอดส่งออกไปยังตลาดตะวันออกกลางลดลง 7,146 คัน หรือ 40.24% และในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมายอดส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวลดลงรวม 46,268 คัน

สำหรับมูลค่าการส่งออก เดือนสิงหาคม การส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปมีมูลค่า 49,073.67 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.73% ขณะที่มูลค่าการส่งออกยานยนต์รวมเครื่องยนต์ ชิ้นส่วน และอะไหล่ อยู่ที่ 69,310.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.05%

หากรวมการส่งออกยานยนต์ รถจักรยานยนต์ รวมถึงชิ้นส่วนและอะไหล่ทั้งหมด เดือนสิงหาคมมีมูลค่ารวม 74,291.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.99%

ส่วนมูลค่าการส่งออกสะสม 8 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 602,255.49 ล้านบาท ลดลง 3.79%

ตลาดรถกระบะยังน่าห่วง กระทบซัพพลายเชนไทย แม้ตลาดรถยนต์โดยรวมจะเริ่มฟื้นตัว แต่ตลาดรถกระบะยังคงหดตัวต่อเนื่อง โดยกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ระบุว่า ตลาดรถกระบะมีการหดตัวต่อเนื่องมาหลายปี และตั้งแต่ปี 2565 ตลาดรถกระบะลดลงประมาณ 63%

การชะลอตัวของตลาดรถกระบะไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ผลิตรถยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้ผลิตชิ้นส่วนและผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการผลิตรถกระบะในประเทศเป็นจำนวนมาก

รถกระบะถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในสัดส่วนสูง ดังนั้นการลดลงของยอดผลิตจึงมีผลต่อเนื่องต่อผู้ผลิตชิ้นส่วน การจ้างงาน และสภาพคล่องของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน

ส.อ.ท. จึงเสนอให้ภาครัฐพิจารณามาตรการกระตุ้นตลาดรถกระบะ รวมถึงการสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อ เพื่อช่วยรักษาฐานการผลิตและลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ด้าน EV ยังโตแรง แต่ต้องเร่งสร้างสมดุลการผลิตในประเทศ อีกประเด็นสำคัญคือการเติบโตอย่างรวดเร็วของรถยนต์ไฟฟ้า โดยช่วง 8 เดือนแรกของปี ยอดขายรถยนต์นั่ง EV ในประเทศอยู่ที่ 145,132 คัน เพิ่มขึ้น 100.81%

ขณะที่การผลิตรถยนต์นั่ง EV ในประเทศอยู่ที่ 60,578 คัน เพิ่มขึ้น 74.03% เมื่อเปรียบเทียบยอดขายกับการผลิต พบว่ารถยนต์นั่ง EV ที่จำหน่ายในประเทศมีสัดส่วนจากการผลิตภายในประเทศประมาณ 41.74% ขณะที่อีก 58.26% หรือประมาณ 84,554 คัน เป็นรถยนต์นำเข้า

ส.อ.ท. จึงเห็นความจำเป็นในการพิจารณาปรับโครงสร้างมาตรการด้านภาษีสรรพสามิตและนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมตลาด EV กับการสนับสนุนการผลิตในประเทศ รวมถึงสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนและการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศมากขึ้น

ด้านการใช้พลังงานชีวภาพ ในส่วนของภาคยานยนต์ ส.อ.ท. ยังสนับสนุนการเพิ่มการใช้พลังงานชีวภาพและพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย เพื่อช่วยเพิ่มทางเลือกด้านพลังงานและสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์จำเป็นต้องคำนึงถึงผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยียานยนต์รูปแบบใหม่

สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส.อ.ท. ระบุว่า สถานการณ์น้ำท่วมยังไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์ และยังคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 ตามแผน

ทั้งนี้ ส.อ.ท. ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและความต่อเนื่องของระบบขนส่งและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคอุตสาหกรรม

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์หลายรายได้เร่งออกมาตรการและแคมเปญช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งในด้านการดูแลลูกค้า การให้บริการหลังการขาย และการสนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบในพื้นที่ประสบภัย โดยประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือจากค่ายรถต่างๆ ผ่านช่องทางของ ส.อ.ท. และสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า

  • ผลิตรถยนต์ 959,711 คัน เพิ่มขึ้น 1.27%
  • จำหน่ายรถยนต์ในประเทศ 465,971 คัน เพิ่มขึ้น 16.60%
  • ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูป 565,037 คัน ลดลง 6.29%
  • มูลค่าส่งออกยานยนต์และชิ้นส่วนรวม 602,255.49 ล้านบาท ลดลง 3.79%
  • จดทะเบียน BEV ใหม่ 168,686 คัน เพิ่มขึ้น 82.17%
  • จดทะเบียน HEV ใหม่ 116,207 คัน เพิ่มขึ้น 22.62%

ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ตลาดยานยนต์ไทยมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงส่งของตลาด EV และยอดขายในประเทศที่ขยายตัว ขณะที่ตลาดรถกระบะและการส่งออกยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดย ส.อ.ท. จะติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ ตลาดต่างประเทศ สถานการณ์น้ำท่วม และการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการรักษาฐานการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย