ดีอี ผนึก 3 หน่วยงาน ตั้งศูนย์สื่อสารภูมิอากาศ จ่อใช้ “ตัวเลข” วัดระดับความรุนแรง กรมอุตุฯ รับภาษาราชการทำคนไม่เข้าใจ-ยันเตือนล่วงหน้ากว่า 18 ครั้ง-จับตาน้ำเหนือ อุตุฯ ย้ำยังรับได้
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ที่ ศูนย์ปฏิบัติการพยากรณ์อากาศ ชั้น 11 อาคาร 50 ปี กรมอุตุนิยมวิทยา นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ประธานแถลงข่าวเปิดศูนย์ความร่วมมือด้านการสื่อสารข้อมูลสภาพภูมิอากาศ เปิดเผยว่า การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี ที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้มอบหมายให้กระทรวงดีอี โดยกรมอุตุนิยมวิทยา เป็นหน่วยงานหลักในการให้ข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ร่วมกับโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ และ อสมท เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายพชร กล่าวว่า เบื้องต้น กรมอุตุนิยมวิทยา พยายามปรับปรุงวิธีการและรูปแบบการนำเสนอข้อมูลผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และโซเชียลมีเดียของกรมอุตุนิยมวิทยา และต่อจากนี้จะขยายช่องทางผ่านกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนได้ “รวดเร็วมากยิ่งขึ้น กว้างขวางมากยิ่งขึ้น แม่นยำมากยิ่งขึ้น สำหรับการวิธีการสื่อสาร จะเน้นให้ประชาชนเข้าใจและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาจะเพิ่มความถี่ในการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือจากกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท เพื่อกระจายข้อมูลไปทุกช่องทางให้เข้าถึงประชาชนมากที่สุด
“ถ้าไปดูย้อนหลัง ถ้าวางบนข้อเท็จจริงจริงๆ เราก็ปกติเราประกาศเตือน เรามีประกาศเตือน ฉบับแรกเราออกตั้งแต่ฉบับวันที่ 21 แต่ภาษาที่อาจจะเป็นทางการเทคนิคไปนิดหนึ่ง มันก็เลยทำให้ความรู้ความเข้าใจ แม้แต่ตัวผมเองครับ ตัวผมเองเนี่ย ผมอ่านผมยังไม่ค่อยเข้าใจ พูดตรงๆ” นายพชรกล่าว
นายพชร กล่าวว่า สิ่งที่เป็นโจทย์และนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม คือการ “แปลความ” และ “ย่อยข้อมูล” เพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายและจับต้องได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะทำงานประสานกันและพยายามทำให้ดีที่สุด โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูล 2 ส่วนสำคัญ คือการพยากรณ์และการเตือนภัย ซึ่งหากเริ่มเกิดเหตุ เช่น กรณีกรุงเทพฯ เกิดน้ำท่วม หลังประกาศเตือนฉบับที่ 1 ควรมีการแสดงสัญลักษณ์เพื่อให้เห็นระดับความรุนแรงของสถานการณ์อย่างชัดเจน ปัจจุบันมีการใช้สีเขียว เหลือง และแดงอยู่แล้ว แต่กรมอุตุนิยมวิทยากำลังพิจารณาเพิ่มระดับตัวเลข เพื่อให้ประชาชนเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า การพยากรณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงอยู่ในระดับใด
นายพชร กล่าวว่า การกำหนดระดับความรุนแรงจะเทียบเคียงกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น โดยจะนำไปจับกับเหตุการณ์สำคัญ เช่น มหาอุทกภัยปี 2554 น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ เหตุการณ์น้ำท่วมในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมถึงเหตุแผ่นดินไหว มาพิจารณาว่าแต่ละเหตุการณ์ควรอยู่ในระดับตัวเลขใด จากเดิมที่สื่อสารด้วยสี โดยเฉพาะเหตุรุนแรงที่ใช้สีแดง จะเพิ่มตัวเลขหรือตัวแปรเพื่อช่วยให้เห็นระดับความรุนแรงได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจกำหนดเป็น 5 ขั้น หรือ 10 ขั้น ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่จะจัดทำ และเมื่อเกิดเหตุควรแสดงระดับขั้นของความวิกฤตควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ประชาชนเข้าใจสถานการณ์ได้ทันที ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวมีอยู่แล้ว แต่จากนี้ต้องทำให้กระชับ ตรงกันทุกหน่วยงาน และสื่อสารด้วยชุดข้อมูลเดียวกัน

น.ส.สุกันยาณี ยะวิญชาญ อธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยาทำงานใกล้ชิดกับกรมกรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งต่อข้อมูลข่าวสาร แต่ยอมรับว่าที่ผ่านมาการสื่อสารของหน่วยงานราชการอาจใช้ภาษาที่เป็นทางการมากเกินไป ขณะที่สถานการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้นต่อเนื่อง ทั้งแผ่นดินไหว ภัยแล้ง น้ำท่วม และพายุ จึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่ายขึ้น โดยกรมอุตุนิยมวิทยามีการเตือนภัยล่วงหน้าหลายครั้งรวมกว่า 18 ครั้ง และมีการออกประกาศเป็นประจำ โดยปัจจุบันกรมอุตุฯ มีประกาศหลักเวลา 05.00 น. และ 17.00 น. รวมถึงช่องทางแอปพลิเคชัน TMD แต่ข้อจำกัดคือข้อมูลอาจเข้าถึงประชาชนได้ไม่ทั่วถึง
“เราก็เตือน ไปรวบรวมดูย้อนหลังได้เลยว่าเราเตือนอะไร แต่ความที่เราอยู่ใต้ฟ้า ฝนมาทุกวัน ภาวะเอลนีโญ การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศเกิดขึ้นตลอดเวลา บางเรื่องก็เหนือการคาดเดา บางครั้งหลักฐานมาแบบนี้ เราก็ประกาศไปแบบนี้ แต่บางทีก็เคลื่อน เพราะวิทยาศาสตร์ก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพบรรยากาศ คนก็เลยถามว่า ตกลงเชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ ซึ่งก็เป็นข้อจำกัดของการที่เราจะสื่อสารออกไปเหมือนกัน” น.ส.สุกันยาณีกล่าว
น.ส.สุกันยาณี กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์จึงจะเข้ามาช่วยขยายการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งสถานีโทรทัศน์ NBT2HD ในส่วนกลาง 1 ช่อง สถานีโทรทัศน์ในต่างจังหวัดที่มีภาษาถิ่นอีก 4 สถานีหลัก วิทยุ 100 คลื่น 75 สถานี ช่องทางออนไลน์ประมาณ 100 แอ็กเคานต์ รวมถึงหอกระจายข่าวประมาณ 80,000 หอทั่วประเทศ ที่ทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ข้อมูลเข้าถึงประชาชนในวงกว้างมากขึ้น พร้อมยอมรับว่าการพยากรณ์อากาศมีข้อจำกัด เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงได้ และบางเหตุการณ์อยู่เหนือการคาดเดา จึงอาจเกิดความคลาดเคลื่อนของข้อมูลได้ แต่จากนี้ทุกหน่วยงานจะทำงานในทิศทางเดียวกัน
น.ส.สุกันยาณี กล่าวว่า ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากต้นทาง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นหน่วยงานหลัก ซึ่งเจ้าหน้าที่เริ่มทำงานตั้งแต่เวลา 05.00 น. เพื่อปรับประกาศ และทบทวนอีกครั้งเวลา 17.00 น. โดยจะปรับภาษาการสื่อสารให้เข้าใจง่าย เช่น ระบุว่าฝนตกที่ไหน ไม่จำเป็นต้องใช้ศัพท์เทคนิคที่ประชาชนเข้าใจยาก ขณะที่รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักโฆษกจัดตั้งศูนย์แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยหน่วยงานต่างๆ จะประชุมร่วมกันเวลา 08.30 น. และโฆษกรัฐบาลจะแถลงประมาณ 10.00 น. เพื่ออัปเดตสถานการณ์ โดย NBT จะรับถ่ายทอดสด รวมถึงเผยแพร่ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมประชาสัมพันธ์ NBT NBT ConneX และไทยคู่ฟ้า
“ท่านนายกฯ ได้ติงมาว่า คำของพวกเราเป็นราชการเกินไปหรือเปล่า เพราะจริงๆ เราก็เป็นราชการ เราก็ระมัดระวังและอยากให้มีความเป็นทางการ แต่เมื่อโลกเปลี่ยน ทุกคนบอกว่าไม่ต้องทางการแล้ว เพราะเราเจอสถานการณ์ภัยพิบัติมาตลอด ไม่ว่าแผ่นดินไหว ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือพายุ มีมาตลอด”น.ส.สุกันยาณีกล่าว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณี “น้ำเหนือกำลังจะมา” และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุการณ์อาจเกิดซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่ รวมถึงถามว่ากรมอุตุนิยมวิทยาได้ประสานข้อมูลไปยังกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี และจังหวัดต่างๆ หรือไม่ เพราะเห็นว่าการทำงานในเหตุการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนต่างคนต่างทำ
น.ส.สุกันยาณี กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยามีการประชุมและบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานต่างๆ เป็นประจำ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่มีการประสานงานกันหลายครั้งต่อวัน ส่วนการพยากรณ์ที่สามารถลงถึงระดับอำเภอหรือตำบลนั้น กรมฯ มีสถานีอุตุนิยมวิทยาประจำจังหวัด และได้ให้นโยบายให้มีการพยากรณ์ลงสู่ระดับอำเภอ หากในอนาคตมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้น ทั้งข้อมูลการตรวจอากาศอัตโนมัติและข้อมูลจากโครงการต่างๆ จะสามารถสนับสนุนการพยากรณ์ได้ถึงระดับเฉพาะพื้นที่ โดยเฉพาะปัจจัยทางกายภาพที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ ซึ่งจะช่วยให้การพยากรณ์ทำได้ดีขึ้น

ด้าน นายนัฐวุฒิ แดนดี รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า การทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ถึงขั้นต่างคนต่างทำ แต่มีการประสานข้อมูลกันตลอดเวลา โดยการพยากรณ์ในระดับพื้นที่จะส่งข้อมูลให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำไปใช้กำกับดูแลและวางแนวทางปฏิบัติ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยารับผิดชอบการพยากรณ์ปริมาณฝนที่จะตกลงมา ซึ่งต้องนำไปประมวลร่วมกับปริมาณน้ำที่อยู่บนพื้นดิน โดยมีกรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ส่วนกรุงเทพมหานครก็มีการบริหารจัดการและแจ้งเตือนในพื้นที่ รวมถึงเตรียมการรองรับสถานการณ์ในระดับหนึ่งแล้ว
นายนัฐวุฒิ กล่าวว่า ปริมาณฝนที่ตกลงมาเป็นไปตามที่คาดการณ์ แต่การระบายน้ำยังขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับและปัจจัยเรื่องน้ำขึ้นน้ำลง เนื่องจากพื้นที่เป็นที่ราบต่ำและติดทะเล หากระดับน้ำทะเลสูงก็จะทำให้ระบายน้ำออกได้ลำบาก ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่งทำงานเต็มที่ โดยกรมอุตุนิยมวิทยามีหน้าที่พยากรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอากาศ และพยายามทำให้เร็วที่สุด อาศัยเครือข่ายและการสื่อสารระหว่างเจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลถึงประชาชนได้รวดเร็วและเข้าถึงมากขึ้น
นายนัฐวุฒิ กล่าวว่า ส่วนกรณีผู้สื่อข่าวถามถึงสถานการณ์น้ำเหนือที่กำลังลงสู่กรุงเทพฯ และกังวลว่าจะเกิดเหตุซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่นั้น ต้องพิจารณาปริมาณน้ำบนพื้นดินประกอบ โดยปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนใกล้เต็ม แต่พื้นที่ทางภาคเหนือยังมีปริมาณรองรับน้ำเหลืออยู่ ขณะที่อัตราการปล่อยน้ำของกรมชลประทานจากเขื่อนเจ้าพระยา จากข้อมูลที่รับทราบในช่วงเช้า อยู่ที่ประมาณ 2,500 แต่มีการปล่อยจริงเพียง 1,000 กว่า จึงมองว่าปริมาณน้ำทางเหนือในขณะนี้ยังสามารถรองรับได้ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยขณะนี้พื้นที่ด้านตะวันออกได้รับผลกระทบมาก ส่วนพื้นที่ด้านตะวันตกต้องติดตามสถานการณ์ต่อไป

นางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับฟีดแบ็กเรื่องการสื่อสารที่อาจทำให้ประชาชนรับข้อมูลได้ยาก ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาน้อมรับและนำมาปรับปรุงรูปแบบการนำเสนอให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย คำนึงถึงความทั่วถึงและทันต่อเหตุการณ์ โดยเนื้อหาที่สื่อสารจะเน้นให้ประชาชนรู้ว่า “จะเกิดอะไรขึ้น ที่ไหน ช่วงเวลาใด รุนแรงแค่ไหน และประชาชนจะต้องทำอะไร” ขณะเดียวกันปัจจุบันกรมฯ ได้นำข้อมูลจากผลการตรวจด้วยเรดาร์มาเผยแพร่ผ่าน Facebook Live ทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อรายงานสภาพอากาศ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤต และในอนาคตจะยกระดับการแสดงสัญลักษณ์ให้ประชาชนเห็นแล้วเข้าใจทันทีว่าเหตุการณ์มีความรุนแรงระดับใดและควรปฏิบัติตัวอย่างไร
นางสุดฤทัย กล่าวว่า ช่องทางเข้าถึงข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยามีทั้งเว็บไซต์ www.tmd.go.th ซึ่งมีการอัปเดตการพยากรณ์อากาศทุก 6 ชั่วโมง รวมถึงโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง และแพลตฟอร์มดิจิทัล TMD พยากรณ์ ซึ่งรวบรวมข้อมูลทั้งผลการตรวจอากาศ การพยากรณ์อากาศ ผลการตรวจด้วยเรดาร์ ดาวเทียม และข้อมูลแผ่นดินไหวไว้ในแอปพลิเคชันเดียว นอกจากนี้ประชาชนสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 1182 รวมถึงติดตามข้อมูลผ่านสถานีวิทยุกรมอุตุนิยมวิทยา ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลเพื่อ “ตื่นตัว แต่ไม่ตื่นตระหนก” ซึ่งหากพบข่าวปลอมสามารถตรวจสอบกับศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมของกระทรวงดีอี เพจกรมประชาสัมพันธ์ และกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในสังคม
นางสุดฤทัย กล่าวว่า ส่วนประเด็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ปัจจุบันมีศูนย์ข้อมูลข่าวสารกลางอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยสำนักโฆษกเป็นต้นทาง และโฆษกรัฐบาลจะออกมาแถลงทุกวันเวลา 10.00 น. ขณะที่กรมประชาสัมพันธ์และ อสมท. จะเข้ามาช่วยสนับสนุนและขยายข้อมูล โดยมีหน่วยงานต่างๆ รวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอยู่ในศูนย์ดังกล่าว ซึ่งใช้ชื่อว่า JICC (Joint Information Center and Communication) และมีสื่อที่ประจำทำเนียบรัฐบาลเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขยายความข้อมูลข่าวสาร




