หน้าแรก เศรษฐกิจ คปภ.แจง 4 สเต...

คปภ.แจง 4 สเต็ปเคลม เร่งเคลียร์ ‘บ้าน-รถ’จม ม.หอค้าชี้พิษท่วม 5 วัน เศรษฐกิจวูบ 1.2 หมื่นล้าน

29.09.26 | 06:25 น.

คปภ.แจง 4 สเต็ปเคลม เร่งเคลียร์’บ้าน-รถ’จม ม.หอค้าชี้พิษท่วม 5 วัน เศรษฐกิจวูบ 1.2 หมื่นล. SMEจี้3ข้อ’จัดการน้ำ’

เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯและหลายจังหวัดของไทยในขณะนี้ ว่า ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากกับการบริหารจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศไทย โดยตนขอตั้งข้อสังเกต 3 ข้อชวนคิด ประกอบด้วย


1.แผนที่นำทางระบบบริหารจัดการน้ำประเทศไทย การวางโครงสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบชลประทาน แผนการซัพพลายน้ำที่ระบบบที่แม่นยำ การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบสร้างดุลยภาพการรองรับการใช้งานในทุกมิติ อาทิ ด้านการเกษตร, อุตสาหกรรม, การอุปโภคบริโภค สาธารณูปโภคและการจัดการน้ำเสียรวมทั้งการบริหารจัดการความเสี่ยงอุทกภัย เป็นต้น เพื่อเปลี่ยนน้ำทิ้งเป็นระบบกักเก็บน้ำเพื่อความมั่นคงน้ำอย่างยั่งยืน โดยการใช้วิศวกรรมระบบบริหารทรัพยากรน้ำและแผนงบประมาณรวมทั้งมีแผนเผชิญเหตุที่รองรับทุกสถานการณ์ระดับบความเสี่ยงและบูรณาการทำงานร่วมกันทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน แผนย้ายสถานที่อยู่ประชาชนพื้นที่เสี่ยงซ้ำซาก โดยดึงผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านร่วมออกแบบ สร้างภาพลักษณ์และการสื่อสารที่ดีของภาครัฐในการทำงานเชิงรุกที่เป็นรูปธรรม

2.เศรษฐกิจตุ๊กตาล้มลุก ที่เอสเอ็มอีและเกษตรกรล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด การเผชิญอุทกภัยและภัยพิบัติต่างๆที่ผ่านมาสร้างความเสียหายแก่เกษตรกรและเอสเอ็มอีด้วยภาระหนี้ทับถม ฟื้นยากเพราะขาดมาตรการรองรับเข้าไปช่วยส่งเสริมดูแลจริงจังอย่างต่อเนื่อง นอกจากเงินเยียวยา สิ่งที่จำเป็น คือ การวางแผนยกระดับขีดความสามารถ ฟิ้นธุรกิจ พื้นที่เกษตร และการสร้างระบบพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาเชิงลึก ส่วนด้าน Soft loan หรือสินเชื่อฟื้นฟูต้องมุ่งเป้าเข้าถึงได้จริงและมีกลไกในการรองรับกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ตามปกติด้วย พร้อมกับมาตรการหรือโครงการต่างๆที่มีอยู่แล้วมาช่วยรองรับเอสเอ็มอีและเกษตรกรประสบภัย อาทิ มาตรการ SME-GP และ BDS ของ สสว, การนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมรองรับภัยพิบัติของ Start up และผู้ประกอบการไทยมาขยายผลการใช้งานจริง เป็นต้น อุทกภัยกับสิ่งที่กระทบเศรษฐกิจฐานรากโดยสะดุดทั้งภาคการท่องเที่ยวและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง การขนส่งโลจิสติกส์ การคมนาคม และภาคการเกษตร เป็นต้น

3.อุตสาหกรรมประกันภัยยามยาก การออกแบบและวางระบบโครงสร้างการประกันภัย มาตรการ โครงการที่เป็นประโยชน์กับภาคเศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงให้กับเอสเอ็มอีและเกษตรกรบรรเทาภาระรัฐ และส่งเสริมการประกันภัยภาคประชาชน ช่วยการบริหารความเสี่ยงที่เข้าถึงได้ดียิ่งขึ้นอย่างมีกลยุทธ์ ช่วยเร่งอุตสาหกรรมประกันภัยให้เติบโตอย่างมั่นคงและเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์อุทกภัย ระหว่างวันที่ 25–29 กันยายน 2569 รวม 5 วัน ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัดในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจในกรณีฐานอยู่ที่ประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือราว 0.066% ของ GDP ทั้งปีนี้ โดยมีกรอบประมาณการอยู่ระหว่าง 5,896–20,635 ล้านบาท (0.03–0.11% ของ GDP) ขึ้นอยู่กับขอบเขตพื้นที่น้ำท่วมจริงและความสามารถในการชดเชยกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หยุดชะงักภายหลัง
นายชูฉัตร ประมูลผล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (เลขาธิการ คปภ.) กล่าวว่า การจ่ายค่าสินไหมทดแทน คปภ. เน้นความรวดเร็วและเป็นธรรม โดยกรณีที่ตรวจสอบและพิสูจน์ความเสียหายได้ชัดเจน บริษัทประกันภัยพร้อมจ่ายภายในไม่เกิน 7 วัน ส่วนกรณีความเสียหายสิ้นเชิง (Total Loss) ให้เร่งรวบรวมเอกสารควบคู่กับการประเมินความเสียหาย และประสานสมาคมธนาคารไทยลดขั้นตอนเอกสารสำหรับรถที่ติดสัญญาเช่าซื้อ

Advertisement

ทั้งนี้ สำหรับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป ให้ใช้เกณฑ์ประเมินความเสียหาย 5 ระดับ A-E ของ คปภ. ส่วนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) จะพิจารณาความเสียหายของแบตเตอรี่ร่วมกับตัวรถ หากแบตเตอรี่ถูกน้ำท่วมและไม่สามารถฟื้นฟูหรือซ่อมแซมให้ปลอดภัยได้ จะนำมาพิจารณาว่าเข้าข่าย Total Loss หรือไม่ โดยพิจารณาข้อกำหนดของผู้ผลิตแต่ละยี่ห้อและรุ่นประกอบด้วย ทั้งนี้ บริษัทประกันภัยต้องรายงานจำนวนเคลม ประเภทและมูลค่าความเสียหาย ความคืบหน้าการสำรวจ การจ่ายค่าสินไหม รวมถึงปัญหาและอุปสรรคให้ คปภ. ติดตามอย่างต่อเนื่อง

นายชูฉัตร กล่าวว่า ด้านการจ่ายค่าสินไหมทดแทนเบื้องต้น กรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแบบประหยัดสำหรับรายย่อย (ไมโครอินชัวรันส์) ให้พิจารณาจ่ายภายใต้ความคุ้มครองภัยธรรมชาติเต็มวงเงินเอาประกันภัย 10,000 บาท ส่วนกรมธรรม์ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย พิจารณาจ่ายเบื้องต้น 20,000 บาท และหากซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเพิ่มเติม จ่ายเพิ่ม 10,000 บาท ขณะที่ร้านค้าที่ทำประกันอัคคีภัยหรือ IAR และซื้อความคุ้มครองภัยน้ำท่วม พิจารณาจ่ายเบื้องต้น 30,000 บาท โดยหากความเสียหายเกินกว่าวงเงินดังกล่าว สามารถยื่นเอกสารเพิ่มเติมภายหลังได้ และใช้ภาพถ่ายหรือหลักฐานความเสียหายประกอบการพิจารณา

สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) และภาคธุรกิจประกันภัย ยังได้เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยบ้านเรือนและรถยนต์ที่ได้รับความเสียหาย แนะนำให้ดำเนินการ ดังนี้

1. ตรวจสอบความคุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัยผ่าน LINE @OICCONNECT 2. เก็บหลักฐานความเสียหายให้ครบถ้วน 3.แจ้งเหตุทันทีที่สามารถดำเนินการได้ และ 4.เตรียมเอกสารเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนให้ครบถ้วน ทั้งนี้ สำนักงาน คปภ. จะหารือกับบริษัทประกันวินาศภัยเพื่อวางกรอบการช่วยเหลือเพิ่มเติมในเรื่อง การสำรวจข้อมูลผ่านระบบฐานข้อมูลกลางประกันภัย การจัดเตรียมรถยก-ลากร่วมกับกรุงเทพมหานคร การกำหนดกรอบเวลาจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้รวดเร็วและเป็นธรรม รวมถึงการพิจารณาผ่อนผันการชำระเบี้ยประกันภัยและการต่ออายุใบอนุญาตตัวแทน/นายหน้าประกันภัย โดยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วน คปภ. 1186