TCMA ผนึก ส.อ.ท. ชู ‘สระบุรีแซนด์บ็อกซ์’ ต้นแบบลงมือทำจริง เสริมขีดแข่งขันอุตสาหกรรมไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ-เป้า Net Zero 2050
เมื่อวันที่ 28 กันยายน สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไทย โดยนำ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” เป็นต้นแบบพื้นที่ลงมือทำจริง เชื่อมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม หวังต่อยอดประสบการณ์สู่การเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมสนับสนุนประเทศไทยเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050

นายสุรชัย นิ่มละออ นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งจำเป็นต้องปรับตัวในหลายด้าน ตั้งแต่ประสิทธิภาพและความมั่นคงด้านพลังงาน การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การพัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำ การบริหารจัดการวัตถุดิบ ไปจนถึงการลงทุนในเทคโนโลยี รวมถึงการปรับมาตรฐานและกฎระเบียบให้เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่าน
“โจทย์สำคัญวันนี้ไม่ใช่เพียงการลดการปล่อยคาร์บอน แต่คือการทำอย่างไรให้การเปลี่ยนผ่านสร้างขีดความสามารถใหม่ให้กับภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านเทคโนโลยี ประสิทธิภาพการผลิต การใช้พลังงาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันต้องทำให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถลงทุนและปรับตัวได้จริง” นายสุรชัยกล่าว
นายสุรชัย กล่าวว่า ประเด็นสำคัญจากการหารือระหว่าง TCMA และ ส.อ.ท. คือการนำประสบการณ์จากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในพื้นที่สระบุรีมาต่อยอดในระดับประเทศ โดย “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับทดลองแนวทางใหม่ เรียนรู้จากการดำเนินงานจริง รวมถึงประเมินทั้งผลลัพธ์และข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ สำหรับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ การลดการปล่อยคาร์บอนมีการดำเนินงานหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนผ่านจากปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ไปสู่ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก และการเดินหน้าสู่ LC3 การใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียน การนำความร้อนเหลือทิ้งกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ขณะที่การจัดการวัตถุดิบและการทำเหมืองถือเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการเปลี่ยนผ่านตลอดห่วงโซ่การผลิต
นายสุรชัย กล่าวว่า การดำเนินงานในพื้นที่สระบุรีไม่ได้มุ่งเฉพาะการนำเทคโนโลยีลดคาร์บอนมาใช้ แต่ยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยประสบการณ์จากสระบุรีแซนด์บ็อกซ์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับภาคอุตสาหกรรมในวงกว้าง โดยเฉพาะการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการลงทุน การพัฒนานวัตกรรม และการปรับตัวของผู้ประกอบการ
นายสุรชัย กล่าวว่า จากประสบการณ์การดำเนินงานในพื้นที่พบว่า การเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับกฎหมาย กฎระเบียบ และกระบวนการอนุญาตต่างๆ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความรวดเร็วในการตัดสินใจลงทุน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในภาคอุตสาหกรรม
ดังนั้น TCMA และ ส.อ.ท. เตรียมจัดทำข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อภาครัฐ โดยนำบทเรียนจากการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์มาเชื่อมโยงกับเงื่อนไขสำคัญของการเปลี่ยนผ่านภาคอุตสาหกรรม ทั้งด้านวัตถุดิบ พลังงาน เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน มาตรฐาน และกฎระเบียบ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย
นายสุรชัย กล่าวว่า อีกประเด็นที่ TCMA ให้ความสำคัญ คือการพัฒนาแนวทางจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เปิดโอกาสให้ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสนับสนุนการส่งเสริม Made in Thailand (MiT) ควบคู่กับการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว เพื่อผลักดันการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในประเทศ มีคุณภาพตามมาตรฐาน และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้มาตรฐาน มอก. 9999 จะช่วยเชื่อมโยงเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ และความยั่งยืนเข้ากับการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิต ซึ่งจะเป็นอีกกลไกในการสร้างเงื่อนไขให้ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมจากภาคอุตสาหกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ได้จริง
“ความร่วมมือระหว่าง TCMA และ ส.อ.ท. มุ่งนำบทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยเฉพาะการลงมือทำในสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มาต่อยอดสู่โจทย์การเปลี่ยนผ่านของภาคอุตสาหกรรมไทย เพื่อสร้างขีดความสามารถในการปรับตัว พัฒนานวัตกรรม และแข่งขันได้ ควบคู่กับการขยายผลการลงมือทำร่วมกันไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050” นายสุรชัยกล่าว



