หน้าแรก เศรษฐกิจ ชง5มาตรการช่ว...

ชง5มาตรการช่วยอุทกภัยเมืองหลวง ดันกม.‘ศูนย์พักพิงแนวตั้ง-สิทธิหยุดงานหนีภัย’

30.09.26 | 13:39 น.

ผลกระทบจากอุทกภัยระหว่างวันที่ 25-29 กันยายน 2569 ครอบคลุมกรุงเทพมหานครและ 26 จังหวัด ล่าสุด ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในกรณีฐานประมาณ 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปี 2569 โดยกรอบประมาณการอยู่ที่ 5,896-20,635 ล้านบาท หรือ 0.03-0.11% ของ GDP


เมื่อขีดเส้นผลกระทบดังกล่าวในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล โดยเฉพาะในเขตเมืองที่มีอาคารสูงและมีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “คนติดอาคาร” ขาดน้ำ ขาดไฟ ขาดเสบียงอาหาร ส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน ความเชื่อมั่นต่อภาครัฐ และความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าเฉพาะกรุงเทพมหานครมีความเสียหายต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจประมาณ 7,014 ล้านบาท หรือ 57% ของทั้งหมด

เรื่องนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน และรองประธานกรรมาธิการ การเงิน การคลัง ระบุว่า ได้เสนอ 5 มาตรการพลิกโฉมการรับมือภัยพิบัติสำหรับเขตเมือง เพื่อบูรณาการโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้กลายเป็นกลไกช่วยเหลือประชาชน ประกอบด้วย

1.นำร่อง “โตเกียวโมเดล” (Vertical Evacuation & Stockpiling Law) เสนอให้ออกข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครให้เจ้าของอาคารสูง ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ และคอนโดมิเนียม ขึ้นทะเบียนเป็น “จุดพักพิงแนวตั้ง” ด้วยมาตรการจูงใจหรือบังคับเพื่อรองรับผู้ที่ตกค้างบนท้องถนน และรถยนต์ที่ตกค้างบนถนนไม่สามารถสัญจรได้ โดยไม่ขับไล่ประชาชนออกไปเผชิญอันตราย และเปิดพื้นที่อาคารจอดรถให้ประชาชนสามารถนำรถเข้าไปจอดได้ทันที ทั้งนี้ รัฐควรจะใช้มาตรการทางภาษี (Tax Incentive) และส่วนลดสาธารณูปโภคเป็นเครื่องมือจูงใจนิติบุคคลที่เปิดพื้นที่ส่วนกลางและสำรองเสบียงฉุกเฉินสำหรับเอกชน

Advertisement

2.กฎหมายคุ้มครองสิทธิหยุดงานหนีภัย (The Right to Telework & Disaster Leave) แก้ปัญหาการที่ประชาชนต้องเสี่ยงชีวิตเดินทางไปทำงานในภาวะวิกฤต โดยผลักดันกฎหมายหรือข้อตกลงองค์กรที่ระบุว่า หากมีการยกระดับเตือนภัย ลูกจ้างมีสิทธิปฏิเสธการเดินทางและทำงานจากที่พักได้ทันที โดยภาครัฐต้องให้การคุ้มครองไม่ให้ถูกหักค่าจ้าง เพื่อลดความแออัดและลดความเสี่ยงบนท้องถนน

3.จัดตั้ง “เครือข่ายสภาอาคารสูง” (Vertical & Horizontal Community Command) สนับสนุนให้ทุกอาคารจัดตั้ง “ทีมเผชิญเหตุประจำตึก” ที่ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะทาง (เช่น การตัดกระแสไฟฟ้า การสื่อสารฉุกเฉิน) และมอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารจัดการภัยพิบัติภายในพื้นที่ของตน เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้าของระบบราชการท้องถิ่นในการตอบสนองต่อการแก้ปัญหา

4.เกาะชูชีพดิจิทัลและคลังเสบียงแนวตั้ง (Vertical Logistics Hub) กำหนดมาตรฐานใหม่ในการรับมือวิกฤต ห้ามเก็บเสบียงฉุกเฉินไว้ในชั้นใต้ดินหรือชั้น 1 โดยให้สำรองน้ำ อาหาร และยารักษาโรคให้เพียงพอต่อจำนวนประชากรในสถานที่นั้นๆ และไว้ในชั้นที่พ้นจากระดับน้ำท่วมสูงสุด

5.แอพพลิเคชั่นเตือนภัยอิสระ (Citizen-Led Early Warning Protocol) พัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยที่ขับเคลื่อนโดยภาคประชาชน ผ่าน Community Sensors และ AI แจ้งเตือนตรงสู่สมาร์ทโฟนของประชาชน เพื่อตัดปัญหาความล่าช้าจากภาครัฐ และการเซ็นเซอร์ข้อมูลจากรัฐที่กลัวผลกระทบทางการเมือง ประชาชนจะได้รับการแจ้งเตือนจากหน้างานจริงๆ ไม่ต้องรอข่าวจากรัฐบาล เสนอทำแก้มลิง กระจายตามแนวลำคลอง การวางแผนการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและภาวะกรุงเทพฯจมทะเลต้องคิดแบบ “สหวิทยาการ” (Multidisciplinary) และบูรณาการ

นอกจากนี้ รศ.ดร.อนุสรณ์ยังเสนอ 3 มาตรการภาษีเยียวยาและฟื้นฟู เพื่อลดภาระประชาชนและดึงเอกชนร่วมแก้ปัญหา ประกอบด้วย

1.มาตรการลดหย่อนภาษี “ซ่อมบ้าน-ซ่อมรถ” ทันที กระทรวงการคลังต้องประกาศขยายเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีทุกประเภทให้ผู้ประสบภัย พร้อมออกมาตรการให้ประชาชนสามารถนำค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและยานพาหนะที่ถูกน้ำท่วม มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามจริง (เช่น สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท) เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายหลังน้ำลด

2.มาตรการ “หักรายจ่าย” จูงใจอาคารศูนย์พักพิง: เพื่อให้ “โตเกียวโมเดล” เกิดขึ้นได้จริง รัฐต้องให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่นิติบุคคล ห้างสรรพสินค้า หรืออาคารสำนักงาน โดยให้นำค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเสบียงฉุกเฉิน อุปกรณ์กู้ภัย และการปรับปรุงพื้นที่ส่วนกลางเพื่อใช้เป็น
“ศูนย์พักพิงแนวตั้ง” มาหักทิ้งเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลได้

3.งดเว้นภาษีนำเข้า-VAT อุปกรณ์กู้ภัยยุคใหม่: ยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับอุปกรณ์เอาตัวรอดที่จำเป็นต่อคนเมือง เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบพกพา, เครื่องกรองน้ำฉุกเฉิน และเทคโนโลยีโดรนกู้ภัย เพื่อให้ประชาชน นิติบุคคลอาคารชุด และมูลนิธิต่างๆ สามารถจัดหาอุปกรณ์เหล่านี้เตรียมพร้อมรับมือได้ในต้นทุนที่ถูกลง

รศ.ดร.อนุสรณ์ย้ำว่า ในวิกฤตภัยพิบัติ รัฐบาลไม่สามารถแบกรับภาระการกู้ภัยและเยียวยาไว้ได้เพียงลำพัง การใช้ ‘ภาษี’ เป็นเครื่องมือจูงใจให้ภาคเอกชนและตึกสูงต่างๆ เปิดประตูรับคนเข้ามาหลบภัย รวมถึงการลดภาระค่าซ่อมแซมบ้านและรถให้ประชาชนทันที คือการใช้กลไกมาตรการการคลังที่ตรงจุดที่สุด

“ผมพร้อมผลักดันข้อเสนอทั้งหมดนี้ เพื่อให้เมืองหลวงของเราพร้อมรับมือกับวิกฤตการณ์อย่างยั่งยืนในญัตติน้ำท่วมที่จะหารือและอภิปรายกันในรัฐสภาสัปดาห์นี้” รศ.ดร.อนุสรณ์ทิ้งท้าย