อดีตผู้พิพากษา ชี้ ‘หมอสรณ’ หมดอำนาจแล้ว ร่วมมือเลขาฯ กสทช. ฝืนนัดบอร์ดประชุม 1-2 ต.ค. เสี่ยงคดีอาญา
เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ให้สัมภาษณ์เจาะลึกถึงข้อกฎหมายกรณีคุณสมบัติและอำนาจหน้าที่ของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความชัดเจนทางกฎหมายแล้ว หลังจากศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 กันยายน 69 ที่ผ่านมา โดยมีผลคำพิพากษาศาลปกครองกลาง และสภาพบังคับของคำสั่งทางปกครองแล้ว เดิมทีคดีความดังกล่าว นพ.สรณ ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพร้อมคำร้องขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง ส่งผลให้คำร้องขอทุเลาการบังคับก่อนการพิพากษาตกไปในตัวโดยปริยาย
“เมื่อไม่มีคำสั่งสั่งทุเลาการบังคับจากศาล คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่ชี้ว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติ จึงถือเป็นคำสั่งทางปกครองที่มีผลชอบด้วยกฎหมายและมีสภาพบังคับใช้อย่างสมบูรณ์ทันที แม้ว่าฝ่าย นพ.สรณ จะสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ก็ตาม แต่ตราบใดที่ไม่มีคำสั่งทุเลา คำสั่งทางปกครองเดิมก็ยังมีผลบังคับอยู่อย่างชัดเจน” นายวัส ระบุ
นายวัส กล่าวด้วยว่า นพ.สรณ ไม่มีอำนาจปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธาน กสทช. อีกต่อไป ดังนั้น การที่ นพ.สรณ ร่วมกับ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาเลขาธิการ กสทช. กำหนดนัดประชุม กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคมนั้น ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากหมดอำนาจในการสั่งการแล้ว หาก นพ.สรณ และรักษาการเลขาธิการ กสทช. ยังคงดึงดันปฏิบัติหน้าที่หรือจัดประชุมต่อไป สุ่มเสี่ยงที่จะทำถูกดำเนินคดีอาญาต่อไปได้ กรรมการ กสทช. ท่านอื่นๆ สามารถดำเนินการดำเนินคดีอาญา กับทั้ง นพ.สรณ และเลขาธิการ กสทช. ได้ทันที โดยปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่และถูกต้อง เพราะตามขั้นตอนชั้นกฎหมาย นพ.สรณ ผิด2ขั้น คือ ในขั้นของคณะกรรมการสรรหา กสทช. และอีกขั้นคือคำวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง
ในส่วนของปมปัญหาคุณสมบัตินั้น นายวัส ระบุว่า เกิดขึ้นตั้งแต่ 1 วันก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง เนื่องจาก นพ.สรณ ไม่ได้ลาออกจากทุกตำแหน่งอย่างเสร็จสิ้น แม้จะลาออกจากตำแหน่งพนักงานของโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ยังคงมีสถานะเป็นลูกจ้างรับค่าจ้างอยู่ การอ้างเหตุผลว่าต้องดูแลรักษาคนไข้โรคหัวใจอย่างต่อเนื่องนั้น ไม่สามารถนำมาเป็นข้อยกเว้นทางกฎหมายได้ เพราะตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย ผู้ที่จะเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการในองค์กรอิสระหรือ กสทช. จะต้องลาออกจากทุกตำแหน่งล่วงหน้าเพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งนี้ กสทช. เป็นองค์กรกลุ่มตามกฎหมายเฉพาะ ซึ่งปัญหาความล่าช้าและยุ่งเหยิงในปัจจุบัน เกิดจากตัวประธาน กสทช. เพียงคนเดียวร่วมมือกับเลขาธิการ กสทช. จนทำให้การทำงานขององค์กรต้องสะดุดลง ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย กสทช. ทำหน้าที่จนสุดทางแล้ว โดยได้นำความขึ้นทูลเกล้าฯ ให้ นพ.สรณ พ้นจากตำแหน่งเป็นที่เรียบร้อย

