สภาพัฒน์ กางแผน 14 ดันคุณภาพชีวิตคนไทย ลั่นอาจเป็นโอกาสสุดท้ายสู่อนาคตที่คาดหวัง
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เปิดเผยภายในงานประจำปี สศช. เรื่อง “แผน 14: เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม Thailand’s Next Agenda” ในหัวข้อ นำเสนอ “ร่าง 14 : เปลี่ยนไทยให้ไปไกลกว่าเดิม ว่า การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (ปีงบประมาณ 2571–2575) ในครั้งนี้ สศช. ยึดเป้าหมายสำคัญว่าจะต้องไม่ใช่เป็นเพียงแค่เอกสารทางวิชาการ รวมทั้งต้องเป็นแผนที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีจุดเน้นที่ชัดเจน เกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมเพื่อตอบคำถามประชาชนให้ได้ว่า เมื่อสิ้นสุดแผนฯ 14 แล้ว ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และคุณภาพชีวิตของคนไทยจะดีขึ้นในทิศทางใด ทั้งนี้ เมื่อประเมินผลการดำเนินงานตามแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ที่บังคับใช้ตั้งแต่ปี 2566 และจะสิ้นสุดในปี 2570 พบว่าภาพรวมยังห่างไกลจากเป้าหมายที่ตั้งไว้มาก โดยเฉพาะรายได้ประชาชาติต่อหัวที่ตั้งเป้าไว้ประมาณ 9,300 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2570 แต่ในปี 2568 อยู่ที่ระดับประมาณ 8,300 ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ หลังเผชิญวิกฤติต่อเนื่องนับตั้งแต่โควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ดันราคาพลังงานพุ่งสูง เกิดภาวะเงินเฟ้อ สงครามการค้า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ตลอดจนภัยพิบัติทางธรรมชาติภายในประเทศ
นายดนุชา กล่าวว่า นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยคือ ผลิตภาพ (Productivity) ที่ขยายตัวต่ำ โดยในปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.2% ซึ่งไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนประเทศและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน ขณะที่ความสามารถในการแข่งขันของประเทศอยู่ที่อันดับ 26 แม้ดีขึ้นจากอันดับ 30 แต่ยังไม่เคยผ่านเกณฑ์ Top 25 โดยรัฐบาลตั้งเป้าผลักดันให้อยู่ใน Top 20 ภายในปี 2572 พร้อมดันการเติบโตทางเศรษฐกิจแตะระดับ 3% ขึ้นไป ด้านสังคม ดัชนีความก้าวหน้าของคน (HAI) อยู่ที่ 0.64 ยังต่ำกว่าเป้าหมาย 0.72 ส่วนช่องว่างรายได้ระหว่างกลุ่มคนรวยที่สุด 10% และกลุ่มคนจนที่สุด 40% อยู่ที่ 5.04 เท่า ซึ่งสะท้อนความท้าทายว่าเกิดจากการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึงจริงหรือไม่ หรือเกิดจากการที่ภาครัฐต้องเข้าไปอุ้มกลุ่มเปราะบางมากขึ้น ขณะที่ด้านสิ่งแวดล้อม การปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังต้องเร่งดำเนินการเพิ่มเติม อีกทั้งไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสุดขั้วสูงเป็นอันดับที่ 17 ของโลก สำหรับประสิทธิภาพภาครัฐ ปัจจุบันอยู่อันดับที่ 32 จากเป้าหมายอันดับ 15
นายดนุชา กล่าวว่า ขณะเดียวกันเมื่อมองออกไปข้างนอก ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายจากกระแสการย้ายฐานการผลิตกลับประเทศต้นทาง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง กติการะเบียบโลกและโลกาภิวัตน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ โครงสร้างประชากรได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ กำลังแรงงานลดลง และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยสุดขั้วในไม่ช้า ผนวกกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่หากปรับตัวและพัฒนาทักษะไม่ทันจะนำไปสู่ความเสี่ยงในการตกงาน ส่งผลให้โจทย์ในอนาคตยากขึ้นและมาเร็วขึ้นอย่างยิ่ง
นายดนุชา กล่าวว่า สำหรับการจัดทำร่างแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 สภาพัฒน์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ทั้งภาคการเมือง เอกชน ประชาสังคม เยาวชน องค์กรระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ADB, World Bank, UNFPA, UNDP และเวทีรับฟังความเห็น 18 กลุ่มจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งทุกภาคส่วนต่างสะท้อนความต้องการพัฒนาสินค้าท้องถิ่น เพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน สร้างงานที่มีคุณค่า (Good Jobs) วางระบบเตือนภัยพิบัติ และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ส่วนนักศึกษาในมหาวิทยาลัยมีความเห็นว่าอยากจะเห็นอนาคตประเทศไทยเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ได้จัดตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ 5 คณะ ได้แก่ คณะด้านเศรษฐกิจ ด้านปฏิรูปภาครัฐ ด้านยกระดับทุนมนุษย์ ด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้การนำของนายศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในการบูรณาการแผนงานให้เป็นในทิศทางเดียวกัน
นายดนุชา กล่าวว่า ยำ้ว่าประเทศไทยไม่สามารถอยู่แบบเดิมได้อีกต่อไป และจำเป็นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านเพื่อใช้โอกาสจากการเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมาให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยแผนฯ 14 ได้กำหนด 4 หลักคิดสำคัญ ได้แก่ การสร้างผลิตภาพ (Productivity), การกระจายโอกาสอย่างทั่วถึง (Inclusivity), ความสามารถในการปรับตัว (Adaptability) และการสร้างภูมิคุ้มกัน (Immunity) เพื่อรองรับแรงกระแทกจากภายนอก ผ่านการซ่อมฐานรากเดิม เสริมศักยภาพใหม่ และปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อเปิดทางให้คนตัวเล็กดำเนินธุรกิจและมีงานทำที่ดีได้อย่างเท่าเทียม
นายดนุชา กล่าวว่า ทั้งนี้ การขับเคลื่อน 13 ประเด็นปฏิรูปสำคัญ (Key Reform Priorities) ภายใต้แผนฯ 14 จะดำเนินการควบคู่กันทั้งระบบผ่านกลยุทธ์ “TRUST” 5 เสาหลัก ประกอบด้วย T – Transform economy หรือ การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ยกระดับฐานการผลิตเดิมทั้งเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูป และท่องเที่ยว พร้อมสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อาทิ ยานยนต์แห่งอนาคต อุตสาหกรรมไฮเทค การแพทย์และสุขภาพ (Wellness) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่การปฏิรูปการเงิน การคลัง และตลาดทุน ต่อมา R – Reform public sector หรือ การปฏิรูปภาครัฐให้กระชับ มีสมรรถนะสูง ลดขั้นตอนซ้ำซ้อน โปร่งใส ปราบปรามทุจริต และยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัยเพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD ส่วน U – Upgrade human capital หรือ การยกระดับทุนมนุษย์ ออกแบบสิทธิประโยชน์จูงใจการมีบุตรเพื่อแก้วิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลง ยกระดับผลิตภาพแรงงาน พลิกโฉมอาชีวศึกษาและมหาวิทยาลัยให้เชื่อมโยงกับความต้องการจริงของภาคผลิตและบริการ ขณะที่ S – Sustain natural resources and environment หรือ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน วางระบบรับมือภัยพิบัติและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน พร้อมเร่งการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) สุดท้าย T – Technology & innovation หรือ การเร่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการลงทุนต่างชาติ สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัย พัฒนานวัตกรรม และยกระดับทักษะผู้ประกอบการเพื่อต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์
นายดนุชา กล่าวว่า กรอบทิศทางของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14 จำเป็นต้องขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “TRUST” คือ การสร้างความเชื่อมั่นร่วมกันว่าประเทศไทยสามารถทำได้จริง โดยในระยะถัดไป สภาพัฒน์จะเร่งดำเนินการยกร่างรายละเอียดและกำหนดแนวทางการพัฒนาในแต่ละมิติ เพื่อผลักดันให้แผนพัฒนาฯ ฉบับดังกล่าวสามารถประกาศใช้ได้อย่างเป็นทางการในปีงบประมาณ 2571 อย่างไรก็ตาม การประกาศใช้แผนในปีงบประมาณ 2571 ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของการทำงาน หากแต่เป็นหมุดหมายเริ่มต้นที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันลงมือปฏิบัติจริงเพื่อขับเคลื่อนประเทศไปสู่อนาคตที่คาดหวัง
ทั้งนี้ ต้องตระหนักว่าโอกาสในการพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะจังหวะที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ประเทศไทยอย่างต่อเนื่องตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมาและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับสถานะของไทยที่กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก จึงนับเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งและอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการเปลี่ยนผ่านประเทศ ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องแปรเปลี่ยนทุกความกังวลให้กลายเป็นความเชื่อมั่น เปลี่ยนทุกความท้าทายให้เป็นความเป็นไปได้ และเปลี่ยนอนาคตที่เฝ้ารอให้เป็นอนาคตที่ร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม
”โอกาสในการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย ไม่ได้มีมาบ่อย โอกาสที่มีเงินลงทุนเข้ามาในประเทศไทย อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปีติดกัน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้มีบ่อย โอกาสในการที่ประเทศไทยจะเป็น Safe Zone แล้วทุกคนจะวิ่งเข้ามาที่ประเทศไทย ก็ไม่ได้มีบ่อย เพราะฉะนั้น เราต้องใช้โอกาสนี้ในการที่จะเปลี่ยนประเทศไทย ที่ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายของเรา ในการที่จะเปลี่ยนประเทศไทยในครั้งนี้ เราต้องเปลี่ยนทุกความกังวล ให้เป็นความเชื่อมั่น แล้วก็เปลี่ยนทุกความท้าทาย ให้กลายเป็นความเป็นไปได้ และเราต้องเปลี่ยน อนาคตที่เราเฝ้ารอ ให้เป็นอนาคต ที่เราจะสร้างไปด้วยกัน ผมขอทุกท่าน มาร่วมกันเปลี่ยนประเทศไทย ให้ไปไกลกว่าเดิม“ นายดนุชา กล่าว



