เปิดผลตรวจบัตรคนจนผ่านอีก 1.75 ล้านราย เพิ่มวงเงินอีก 700 บาท ต้องทำ e-KYC ทัน ต.ค.
เมื่อวันที่ 30 กันยายน ที่อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในการประชุมครั้งที่ 12/2569 เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบผลการตรวจสอบคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รอบทบทวนสิทธิ โดยมีผู้ยื่นทบทวนสิทธิทั้งสิ้น 5,011,678 ราย และผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติประมาณ 1.75 ล้านราย ส่งผลให้ขณะนี้มีผู้ผ่านคุณสมบัติโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 รวมทั้งสิ้น 11,254,921 ราย หรือประมาณ 11.25 ล้านราย จากผู้ลงทะเบียนทั้งหมด 18,820,784 ราย ขณะที่มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติประมาณ 7.6 ล้านราย
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังได้ประกาศผลดังกล่าว ในวันที่ 30 กันยายน 2569 ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ผ่าน 4 ช่องทางหลัก ได้แก่ เว็บไซต์ https://บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ.mof.go.th (หรือ https://welfare.mof.go.th) แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง แอพพลิเคชั่นทางรัฐ และหน่วยรับลงทะเบียน 5 แห่ง (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (ธนาคารกรุงไทยฯ))
สำหรับผู้ได้รับสิทธิสามารถเริ่มรับสิทธิพร้อมกันตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป เพียงดำเนินการยืนยันตัวตน (e-KYC) ได้ที่แอพพลิเคชั่นเป๋าตัง และที่ธนาคารกรุงไทยฯ ได้ถึงวันที่ 12 มกราคม 2570 หรือที่ ธ.ก.ส.ธนาคารออมสิน ธอส. และ ธอท. ได้ถึงวันที่ 14 ตุลาคม 2569 (เฉพาะผู้มีบัตรฯ รายใหม่ที่ต้องยืนยันตัวตน)
นายวินิจ กล่าวว่า การดำเนินโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 ในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับการปรับปรุงฐานข้อมูลให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากขึ้น โดยมีการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รวมถึงฐานข้อมูลของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง และการลงพื้นที่เชิงรุก เพื่อค้นหาประชาชนที่ตกหล่นจากระบบ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ควรได้รับความช่วยเหลือ จากการปรับกระบวนการคัดกรอง ทำให้ภาครัฐสามารถค้นพบกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่ตกหล่นจากฐานข้อมูลเดิมเพิ่มขึ้นประมาณ 2.66 ล้านราย หรือคิดเป็น 23.7% ของผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด โดยในจำนวนผู้ผ่านคุณสมบัติ 11,254,921 ราย เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมจำนวน 8,592,931 ราย หรือคิดเป็น 76.3% และเป็นกลุ่มใหม่หรือผู้ที่ไม่เคยมีบัตรมาก่อนจำนวน 2,661,990 ราย หรือคิดเป็น 23.7%
ทั้งนี้ โครงสร้างผู้ผ่านคุณสมบัติเมื่อจำแนกตามอายุ พบว่า กลุ่มอายุ 18-30 ปี มีจำนวน 1,481,520 ราย หรือ 13.2%, อายุ 31-40 ปี จำนวน 1,253,511 ราย หรือ 11.1%, อายุ 41-50 ปี จำนวน 1,551,943 ราย หรือ 13.8%, อายุ 51-60 ปี จำนวน 2,207,899 ราย หรือ 19.6%, อายุ 61-70 ปี จำนวน 2,421,503 ราย หรือ 21.5%, และอายุ 71 ปีขึ้นไป จำนวน 2,338,545 ราย หรือ 20.8%, สะท้อนให้เห็นว่าผู้มีอายุ 61 ปีขึ้นไปมีรวมกันประมาณ 4.76 ล้านราย หรือกว่า 42% ของผู้ผ่านคุณสมบัติทั้งหมด
นายวินิจ กล่าวว่า กลุ่มผู้สูงอายุมีสวัสดิการด้านอื่นรองรับอยู่แล้วในหลายส่วน แต่สำหรับกลุ่มวัยทำงาน รัฐจะต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มทักษะและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยจะมีการประสานกับกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เช่น งานดูแลผู้สูงอายุ งานนวดแผนโบราณ ตลอดจนทักษะที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์
นายวินิจ กล่าวว่า ส่วนผู้ที่ไม่ผ่านคุณสมบัติประมาณ 7.6 ล้านราย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวจะไม่ได้รับการดูแลจากภาครัฐ เนื่องจากจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ไม่ผ่านจำนวนหนึ่งมีสวัสดิการจากภาครัฐด้านอื่นอยู่แล้ว โดยประมาณ 42.3% หรือ 3.2 ล้านราย ได้รับสวัสดิการอื่น เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เงินเด็กแรกเกิด เบี้ยความพิการ หรือสวัสดิการด้านสุขภาพ ขณะที่อีก 57.7% หรือประมาณ 4.38 ล้านราย ยังไม่พบว่ามีสวัสดิการอื่นรองรับจากฐานข้อมูลที่ตรวจสอบ
ทั้งนี้ สาเหตุที่ไม่ผ่านคุณสมบัติ ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับเกณฑ์ด้านสินเชื่อ การถือครองรถยนต์ รายได้ การมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ สถานะบุคคล ทรัพย์สินทางการเงิน และการถือบัตรเครดิต โดยผู้สมัครบางรายยังพบว่าไม่ผ่านมากกว่า 1 เกณฑ์ จึงทำให้เมื่อรวมจำนวนตามสาเหตุแล้ว ตัวเลขสูงกว่าจำนวนผู้ไม่ผ่านทั้งหมด ซึ่งในส่วนของการทบทวนสิทธิ มีผู้ยื่นทบทวนทั้งหมด 5,011,678 ราย โดยข้อมูลการตรวจสอบพบว่า มีผู้ไม่ผ่านคุณสมบัติ 3,263,288 ราย แบ่งเป็นผู้ที่ไม่ผ่านเพียงเกณฑ์เดียว 2,240,584 ราย หรือ 68.7% และผู้ที่ไม่ผ่านตั้งแต่ 2 เกณฑ์ขึ้นไป 1,022,704 ราย หรือ 31.3% ขณะที่ผู้ผ่านคุณสมบัติจากรอบทบทวนมีประมาณ 1.75 ล้านราย
นายวินิจ กล่าวว่า สำหรับผู้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ยังไม่มีสวัสดิการอื่นรองรับ รัฐบาลจะพยายามเชื่อมโยงเข้าสู่มาตรการช่วยเหลืออื่นที่เหมาะสม โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส (60/40) (เพิ่มเติม)” ซึ่งกำหนดให้รัฐร่วมจ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% โดยรัฐร่วมจ่ายไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน และไม่เกิน 1,000 บาทต่อคนตลอดโครงการ ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิต้องยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ระหว่างวันที่ 1-15 ตุลาคม 2569 และสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2569
ขณะเดียวกัน ผู้ผ่านคุณสมบัติบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับ วงเงินเพิ่มเติมในเดือนตุลาคมอีก 700 บาท จากวงเงินปกติ 300 บาท ทำให้ในเดือนตุลาคมได้รับวงเงินซื้อสินค้ารวม 1,000 บาทต่อราย โดยผู้ที่เป็นรายใหม่และต้องยืนยันตัวตนด้วยระบบ e-KYC ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคม จึงจะได้รับวงเงินเพิ่มเติม หากยืนยันตัวตนไม่ทันภายในเดือนตุลาคม จะไม่ได้รับวงเงินเพิ่มเติม 700 บาทดังกล่าว แต่หากไปยืนยันตัวตนสำเร็จภายหลัง จะยังคงได้รับวงเงินตามสิทธิปกติ 300 บาทต่อเดือน ซึ่งเป็นวงเงินปกติที่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้รับอยู่แล้ว
“สำหรับผู้ที่ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ในเดือนตุลาคมนี้จะมีการเพิ่มวงเงินให้อีก 700 บาท จากเดิมที่ได้รับ 300 บาท ทำให้ในเดือนตุลาคมท่านจะได้รับวงเงินซื้อสินค้าเป็น 1,000 บาทต่อราย โดยผู้ที่เป็นรายใหม่และต้องยืนยันตัวตนด้วยระบบ e-KYC ก็ขอให้ดำเนินการยืนยันตัวตนตามเงื่อนไขที่กำหนด เพื่อที่จะสามารถเริ่มใช้สิทธิได้”นายวินิจกล่าว
นายวินิจ กล่าวว่า สำหรับข้อมูลการยืนยันตัวตน e-KYC ของผู้ผ่านเกณฑ์รอบแรกจำนวน 9,506,531 ราย พบว่า มีผู้ที่ไม่ต้องดำเนินการ e-KYC จำนวน 6,366,645 ราย ขณะที่มีผู้ต้องดำเนินการ e-KYC จำนวน 3,139,886 ราย โดยดำเนินการสำเร็จแล้ว 2,688,050 ราย ยังไม่ดำเนินการ 428,261 ราย และดำเนินการแล้วแต่ไม่สำเร็จ 23,575 ราย ทั้งนี้ ผู้ที่ยังดำเนินการ e-KYC ไม่สำเร็จไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียสิทธิ โดยหากดำเนินการสำเร็จภายหลัง จะได้รับสิทธิตามเงื่อนไขและมีการจ่ายย้อนหลังให้ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นสิทธิ ขณะที่ผู้ที่มีข้อจำกัดในการเดินทาง อาทิ ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดเตียง สามารถดำเนินการตามกระบวนการมอบอำนาจและการรับรองที่กำหนดไว้ได้
“เงินเสียไปไหม ไม่ต้องกังวล สำเร็จเมื่อไหร่ เงินก็ย้อนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพราะฉะนั้นท่านไม่ต้องกังวลว่า หากวันนี้ยังไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ หรือมีปัญหาในการยืนยันตัวตนแล้วสิทธิจะหาย หรือจะไม่ได้รับเงินอันนี้ไม่ใช่นะ ถ้าท่านดำเนินการยืนยันตัวตนสำเร็จเมื่อไหร่ ก็จะได้รับสิทธิตามเงื่อนไข และเงินก็จะย้อนให้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เพราะฉะนั้นขอให้ท่านไม่ต้องกังวล เพียงแต่ขอให้ดำเนินการยืนยันตัวตนให้เรียบร้อยตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้สามารถใช้สิทธิได้ตามสิทธิที่ท่านได้รับ”นายวินิจกล่าว
นายวินิจ กล่าวว่า นอกจากนี้ การตรวจสอบข้อมูลยังพบกรณีข้อมูลของประชาชนบางรายถูกนำไปเชื่อมโยงกับข้อมูลบริษัท รายได้ รถยนต์ หรือสถานะนักเรียน นักศึกษา ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้อง อาทิ ไม่เคยเป็นเจ้าของรถแต่กลับมีชื่อเป็นเจ้าของ ไม่เคยทำงานกับบริษัทแต่มีข้อมูลรายได้ หรือไม่เคยเป็นกรรมการบริษัทแต่มีชื่อเป็นกรรมการ รวมถึงบางรายมีข้อมูลการกู้ยืม กยศ. ทั้งที่ยืนยันว่าไม่เคยกู้ โดยขณะนี้มีข้อมูลผู้ร้องเรียนหรือผู้แจ้งความในกรณีลักษณะดังกล่าวประมาณ 8,000 ราย
ทั้งนี้ กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและเตรียมนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสรรพากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุของความผิดปกติว่าเกิดจากความคลาดเคลื่อนของข้อมูล การนำชื่อบุคคลไปแอบอ้าง หรือมีการกระทำผิดโดยเจตนาหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดจริง จะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



